เราเป็นอย่างไรก็ได้เพื่อนอย่างนั้น
สมัยที่หนึมยังเที่ยวกินดื่มทุกคืนอยู่นั้น หนึมมีเพื่อนฝูงมากมาย ทักทายเฮฮาหัวเราะ ดื่มไปคุยไปจนตี 2 ตี 3 ยังครึกครื้น กลับบ้านไปเสียงดังแสงสียังวูบวาบแม้ยามหลับตา ตอนที่หนึมพบว่าแพ้อาหารจนตัวบวมอยู่โรงพยาบาลไป 5 วันไม่รู้ว่าแพ้อะไรจนต้องหยุดทานเนื้อสัตว์ถึงหายบวมนั้น นั่นเป็นที่มาของการเลิกเที่ยวของหนึม เพราะอะไรๆก็ทานไม่ได้ รายการของต้องห้ามยาว 3 หน้า A4 หมอไม่ห้ามดื่มอัลกอออล์ แต่ไปไหนก็ไม่สนุกเสียแล้ว
แรกๆหนึมปรับเปลี่ยนชีวิตไม่ทันเหมือนกัน ชีวิตที่นัดเพื่อนเที่ยวทุกคืน บางคืนไป 2 – 3 ที่กับเพื่อน 2 – 3 ก๊วน แต่เปลี่ยนมาเป็นเลิกงานก็กลับบ้าน กลับไปทานอาหารมังสวิรัต หนึมหวั่นใจกับการสูญเสียเพื่อนพอสมควร
จนพี่นั่มให้แง่คิดว่าเพื่อนที่ดีนั้นมีไม่กี่คนก็พอ หนึมเลยกลับมาพิจารณาความหมายของ “เพื่อนที่ดี”
เพื่อน “กิน” ค่อยๆหายไปจากชีวิตหนึมในช่วงนี้ จนหนึมได้มาปฏิบัติธรรมอย่างจริงๆจังๆ หลังจากเอาแต่อ่านและยังขลุกกับความทุกข์มานาน เพื่อน“ธรรม” จึงค่อยๆแสดงตัวให้เห็น คนเหล่านี้เป็นคนที่หนึมรู้จักอยู่แล้ว แต่เพราะหนึมไม่เคยสนใจในด้านนี้ของชีวิต คนเหล่านี้ก็ไม่เคยเผยตัวตนในด้านธรรมของเขาให้เราเห็นเหมือนกัน
พวงพัชรเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนที่ราชินี และเป็นคนแรกๆที่เล่าเรื่องการไปปฏิบัติธรรมให้หนึมเกิดความสนใจ จนในที่สุดก็ลองไปปฏิบัติดูบ้าง สิ่งที่หนึมไปประสบเป็นสิ่งใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ หนึมบอกเล่าให้กับเพื่อนฝูง และคงมีส่วนปลุกความสนใจในธรรมของคนหลายๆคนรอบตัวจนเขาไปปฏิบัติบ้าง
บางคนเป็นเพื่อนธรรมเมื่อหนึมซื้อหนังสือนิยายธรรมชุด “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” มาให้เพื่อนฝูงน้องๆที่บริษัทยืมอ่านยามว่าง จากคนที่อ่านนิยายทั่วไปกลายเป็นคนสนใจธรรมขึ้นมาบ้าง บางคนกลายมาเป็นเพื่อนธรรมเมื่อหนึมจัดทริปส่วนตัว ไปไหว้ครูบาอาจารย์ที่นับถือที่วัดพระบาทน้ำพุ วัดอัมพวัน และสวนสันติธรรม บางคนก็กลายมาเป็นเพื่อนธรรมเพราะหนึมชวนสั่งพิมพ์หนังสือธรรม
เพื่อนหลายๆคนเปลี่ยนเรื่องคุยมาเป็นเรื่องธรรมและสภาวะธรรม ขวนขวายหาความรู้ในด้านธรรมมาแบ่งปันกัน เพื่อนโลกๆบางคนก็หลุดจากวงโคจรไปเลย บางคนก็รับได้กับสิ่งที่เขาไม่รู้เรื่องและพอทนฟังไปได้ในวงสนทนา เพราะยังไงเราก็ยังต้องคุยเรื่องโลกๆอยู่นั่นเอง จิต และตูน มักเป็นเสียงกระซิบเวลาที่หนึมหลุดไปคุยเรื่องโลกๆที่ก่อเกิดอกุศลกรรมได้บ่อยๆ เพื่อนบางคนเคยเป็นเพื่อนเที่ยวดื่มกินก็กลับมากลายเป็นเพื่อนธรรม
พวงพัชรชวนหนึมไปปฏิบัติธรรม ไปเป็นธรรมบริกร นอกเหนือจากชวนทำบุญมากมายทาง e-mail เป็นระยะๆและเอา cd ธรรมมาให้จนฟังไม่ทัน จิตและศุกร์จะคอยหา cd หลวงพ่อปราโมทย์แผ่นที่หนึมไม่มีมาให้ กรและน้องเล็กต่างคนต่างชวนสร้างพระ ต้นชวนไปทำบุญและไปกราบหลวงตาบัว เกดส่งหนังสือธรรมมาให้ น้องออคอยช่วยโทรสั่งหนังสือธรรมและประสานงาน ตลอดจนช่วยห่อหนังสือส่งเพื่อนธรรมให้หนึมเวลาสั่งพิมพ์หนังสือเสมอๆ ตูนตามหนึมไปบ้านอารีย์ได้หนังสือมา 1 เล่มที่ถูกใจอยากสั่งพิมพ์แจกก็ชวนหนึมสั่งพิมพ์กับเพื่อนฝูงพี่น้องอีกหลายคน ล่าสุด หนึมได้หนังสือธรรมจากพี่กล้วย เพราะ “หนึมเอามากแจกพี่ พี่ก็เลยให้หนึมบ้าง” และได้หนังสือธรรมมาอีก 2 เล่มจากเก๋ นภศรที่ไปบวชเนกขัมมะเมื่อวันเข้าพรรษาที่ผ่านมา
เราเป็นอย่างไรก็ได้เพื่อนอย่างนั้นจริงๆ
วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ใครว่าชีวิตเป็นของเรา
ถ้าชีวิตหมายถึงการมีร่างกายนี้ให้เราใช้ทำอะไรๆไปไหนมาไหน ก็เห็นได้ชัดๆว่าชีวิตนี้ไม่ใช่ของเราเอาเสียเลย
เริ่มตั้งแต่ที่มาของชีวิตนี้ เราก็ไม่ได้หามาเอง แต่ต้องอาศัยคน 2 คนทำให้เราได้เกิดมามีชีวิต ถ้าเรามีที่มาแบบที่ไม่เป็นธรรมชาตินัก เราก็ยิ่งต้องพึ่งพาคนอีกหลายคนเพื่อก่อเกิดเป็นชีวิตขึ้นมาได้ เกิดมาแล้วก็ต้องอาศัยใครต่อใครให้อาหาร ทำความสะอาด ปกป้องภัยอันตราย ให้ความอบอุ่น เวลาเราจะตายยิ่งเป็นเวลาที่บ่งให้เห็นว่าชีวิตนี้ไม่ใช่ของเรา อาศัยคนผลิตยา อาศัยหมอ อาศัยพยาบาล จะยื้อไว้เท่าไรก็ไม่ได้ ตายไปแล้วสิ่งที่เราเรียกว่าชีวิตของเรานี้ยังต้องทิ้งไว้ให้คนอื่นเผาให้
แต่ระหว่างเกิดกับตายนี้ เราสร้างความคุ้นเคยและกลายเป็นยึดติดกับความเป็นตัวเรา จนเราทำอะไรๆเองได้ หาเลี้ยงชีพเองได้ ความเป็นเราก็ตะเบ็งเซ็งแซ่จนเราคิดไปว่าชีวิตนี้เป็นของเรา
เมื่อทราบข่าวเมื่อตอนเย็นว่าคุณลุง พี่คนเดียวของคุณแม่ป่วยเข้าห้อง icu หนึมก็ติดตามแม่ไปเยี่ยมคุณลุงที่โรงพยาบาลทันที หนึมคุ้นเคยกับห้อง icu เพราะ แม่ พี่นั่ม และตัวหนึมเองเคยป่วยต้องพักในห้อง ICU กันมาแล้ว มันเป็นห้องที่หดหู่ และเดียวดายเหลือเกิน
ผู้ป่วยในห้องดูอาการหนักๆกันทั้งนั้น มีสายระโยงระยางและอยู่ในสภาพที่ดูแลตัวเองไม่ได้อย่างเห็นได้ชัด คุณลุงมีสายระโยงระยางเข้าทั้งทางปากและจมูก แม่ค่อยๆจับแขนและบอกว่า กระเจี๊ยบ น้องสาวของคุณลุงมาเยี่ยมแล้ว คุณลุงพยักหน้าทั้งที่ไม่ลืมตา ปากอ้าค้างด้วยมีท่อค้างคาไว้ คุณลุงได้ยินและเข้าใจทุกอย่างได้ดี คงคล้ายๆผู้หญิงตียงข้างๆที่นอนสงบนิ่งขณะที่พยาบาลที่เข้ามารุมล้อมดูแลเธอพากันพูดคุยเหมือนไม่มีตัวเธออยู่ตรงนั้น
เมื่อครั้งที่หนึมป่วยฉุกเฉินและเป็นลมไปคาห้องตรวจที่โรงพยาบาล เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะเป็นลมหนึมพยายามพูดบอกหมอและแม่ แต่ก็หมดแรงเสียงหายขณะที่คอก็พับลงและตาก็ปิดลงไปในที่สุด หนึมไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย แต่หนึมยังคงได้ยิน ได้ยินและรับรู้ทุกอย่าง ได้ยินเสียงหมอที่เรียกชื่อหนึมอยู่ตลอดเวลา เหมือนจะปลุกให้รู้สึกตัว ได้ยินเสียงเรียกให้พยาบาลและพี่นั่มเข้ามาอุ้มหนึมจากรถเข็นขึ้นบนเตียง ได้ยินเสียงแม่ร้องไห้เรียกหนึม
หนึมเคยรับรู้มาว่าคนกำลังจะตายนั้น จะค่อยๆสูญเสียการรับรู้ไปจนเหลือสิ่งสุดท้ายคือการได้ยิน จากประสบการณ์ยามเจ็บป่วยของตัวเองหนึมก็เชื่อเช่นนั้น
การดูแลผู้ป่วยที่เราคิดว่ากลายเป็นผักเป็นปลาไม่ลืมตา ไม่พูดจา ไม่ขยับเขยื้อน เราจึงต้องระลึกเสมอว่าผู้ป่วยของเราอาจจะได้ยินและรับรู้ รู้สึกนึกคิดได้อยู่ จะทรมาณแค่ไหนถ้าต้องได้ยินอะไรๆที่ไม่อยากได้ยินแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะชีวิตนี้กำลังค่อยๆแสดงความไม่เป็นของเราเสียแล้ว
จะดีแค่ไหนถ้าเราจะช่วยให้คนที่กำลังสูญเสียความเป็นตัวเขา ชีวิตของเขา ชีวิตที่เขาใช้งานยึดติดมาหลายสิบปี ให้เขาได้ละวางชีวิตนั้น อย่างสงบสบาย ด้วยคำพูดคำจาของเรา ที่สงบและสำรวม
สุดท้ายแล้ว เราแต่ละคนก็ต้องละซึ่งชีวิตนี้ของเรากันสักวัน ทุกคน
เริ่มตั้งแต่ที่มาของชีวิตนี้ เราก็ไม่ได้หามาเอง แต่ต้องอาศัยคน 2 คนทำให้เราได้เกิดมามีชีวิต ถ้าเรามีที่มาแบบที่ไม่เป็นธรรมชาตินัก เราก็ยิ่งต้องพึ่งพาคนอีกหลายคนเพื่อก่อเกิดเป็นชีวิตขึ้นมาได้ เกิดมาแล้วก็ต้องอาศัยใครต่อใครให้อาหาร ทำความสะอาด ปกป้องภัยอันตราย ให้ความอบอุ่น เวลาเราจะตายยิ่งเป็นเวลาที่บ่งให้เห็นว่าชีวิตนี้ไม่ใช่ของเรา อาศัยคนผลิตยา อาศัยหมอ อาศัยพยาบาล จะยื้อไว้เท่าไรก็ไม่ได้ ตายไปแล้วสิ่งที่เราเรียกว่าชีวิตของเรานี้ยังต้องทิ้งไว้ให้คนอื่นเผาให้
แต่ระหว่างเกิดกับตายนี้ เราสร้างความคุ้นเคยและกลายเป็นยึดติดกับความเป็นตัวเรา จนเราทำอะไรๆเองได้ หาเลี้ยงชีพเองได้ ความเป็นเราก็ตะเบ็งเซ็งแซ่จนเราคิดไปว่าชีวิตนี้เป็นของเรา
เมื่อทราบข่าวเมื่อตอนเย็นว่าคุณลุง พี่คนเดียวของคุณแม่ป่วยเข้าห้อง icu หนึมก็ติดตามแม่ไปเยี่ยมคุณลุงที่โรงพยาบาลทันที หนึมคุ้นเคยกับห้อง icu เพราะ แม่ พี่นั่ม และตัวหนึมเองเคยป่วยต้องพักในห้อง ICU กันมาแล้ว มันเป็นห้องที่หดหู่ และเดียวดายเหลือเกิน
ผู้ป่วยในห้องดูอาการหนักๆกันทั้งนั้น มีสายระโยงระยางและอยู่ในสภาพที่ดูแลตัวเองไม่ได้อย่างเห็นได้ชัด คุณลุงมีสายระโยงระยางเข้าทั้งทางปากและจมูก แม่ค่อยๆจับแขนและบอกว่า กระเจี๊ยบ น้องสาวของคุณลุงมาเยี่ยมแล้ว คุณลุงพยักหน้าทั้งที่ไม่ลืมตา ปากอ้าค้างด้วยมีท่อค้างคาไว้ คุณลุงได้ยินและเข้าใจทุกอย่างได้ดี คงคล้ายๆผู้หญิงตียงข้างๆที่นอนสงบนิ่งขณะที่พยาบาลที่เข้ามารุมล้อมดูแลเธอพากันพูดคุยเหมือนไม่มีตัวเธออยู่ตรงนั้น
เมื่อครั้งที่หนึมป่วยฉุกเฉินและเป็นลมไปคาห้องตรวจที่โรงพยาบาล เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะเป็นลมหนึมพยายามพูดบอกหมอและแม่ แต่ก็หมดแรงเสียงหายขณะที่คอก็พับลงและตาก็ปิดลงไปในที่สุด หนึมไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย แต่หนึมยังคงได้ยิน ได้ยินและรับรู้ทุกอย่าง ได้ยินเสียงหมอที่เรียกชื่อหนึมอยู่ตลอดเวลา เหมือนจะปลุกให้รู้สึกตัว ได้ยินเสียงเรียกให้พยาบาลและพี่นั่มเข้ามาอุ้มหนึมจากรถเข็นขึ้นบนเตียง ได้ยินเสียงแม่ร้องไห้เรียกหนึม
หนึมเคยรับรู้มาว่าคนกำลังจะตายนั้น จะค่อยๆสูญเสียการรับรู้ไปจนเหลือสิ่งสุดท้ายคือการได้ยิน จากประสบการณ์ยามเจ็บป่วยของตัวเองหนึมก็เชื่อเช่นนั้น
การดูแลผู้ป่วยที่เราคิดว่ากลายเป็นผักเป็นปลาไม่ลืมตา ไม่พูดจา ไม่ขยับเขยื้อน เราจึงต้องระลึกเสมอว่าผู้ป่วยของเราอาจจะได้ยินและรับรู้ รู้สึกนึกคิดได้อยู่ จะทรมาณแค่ไหนถ้าต้องได้ยินอะไรๆที่ไม่อยากได้ยินแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะชีวิตนี้กำลังค่อยๆแสดงความไม่เป็นของเราเสียแล้ว
จะดีแค่ไหนถ้าเราจะช่วยให้คนที่กำลังสูญเสียความเป็นตัวเขา ชีวิตของเขา ชีวิตที่เขาใช้งานยึดติดมาหลายสิบปี ให้เขาได้ละวางชีวิตนั้น อย่างสงบสบาย ด้วยคำพูดคำจาของเรา ที่สงบและสำรวม
สุดท้ายแล้ว เราแต่ละคนก็ต้องละซึ่งชีวิตนี้ของเรากันสักวัน ทุกคน
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ดูจิตในงานบุญ
ดูจิตในงานบุญ
หนังสือที่พระอาจารย์จงกลแห่งวัดป่าแก้วแจกมาเมื่อวันสุดท้ายของการปฏิบัตธรรมแบบ 3 วันชื่อ “ธรรมกับการปฏิบัติธรรม” มีท่อนหนึ่งในหน้า 13 ที่ถูกใจหนึม และขออนุญาตนำมาเล่าสู่กันฟังดังนี้
“ดังเช่น นักมวยที่ฝึกซ้อมกระสอบทรายจนชำนาญ มันเป็นการชกฝ่ายเดียวโดยไม่มีการต่อสู้ของฝ่ายตรงข้าม ยังไม่เจอของจริง ผลนั้นจึงดูเหมือนเป็นผู้ชนะอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับการนั่งหลับตาทำสมาธิ พอจิตสงบก็ลืมทุกขืไปชั่วขณะหนึ่ง มันเป็นการลืมทุกข์หรือศิลาทับหญ้า ยังมิใช่การดับทุกขืที่แท้จริง เพราะพออกจากสมาธิ เจอผัสสะก็เกิดทุกข์ได้อีก ของจริงต้องดับกันตรงผัสสะข้างนอก ทันทีที่กระทบก็จบลงแค่นั้น ทุกข์จะไม่สามารถเข้าถึงใจได้เลยจึงจะใช่
ดังนั้นผลแท้ๆ จะพิสูจน์ได้ต่อเมื่อเจอผัสสะขณะลืมตาคือการอยู่กับชีวิตจริงๆ หรือการขึ้นชกบนเวทีชีวิตอีกที จะต้องพบคู่ต่อสู้ทั้งนอกใน ในลีลาต่างๆ ที่โต้ตอบมาให้ได้ทันจริงๆ การชกในที่นี้มิใช่หมายถึงการต่อสู้ชกตีทางกายภายนอกกับใคร แต่หมายถึงสติปัญญาที่ต่อสู้ห้ำหั่นกับกิเลส คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในจิตของตนเท่านั้น”
เมื่อวานที่หนึมได้ไปร่วมเป็นธรรมบริกรที่วัดมหาธาตุ เนื่องในวันทำบุญทักษินาณุปทานอุทิศถวายแด่ท่านเจ้าคุณโชดก (พระธรรมธีรราชมหามุณี) ตามคำชวนของพวงพัชรเพื่อนรักที่เป็นลูกศิษย์วัดนี้ หนึมจึงได้ใช้โอกาสนี้ดูจิตตนเองไปตลอดงาน ลองของจริงกันดู

ไม่บ่อยนักที่หนึมจะออกไปทำกิจกรรมกับคนแปลกหน้าหมู่มาก โดยไม่ได้มีการแจกงานอย่างเป็นกิจลักษณะ กลุ่มคนทำงานมีทั้งพระ แม่ชี ฆราวาสวัยลุงป้าน้าอาที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หนึมชวนจิต เกด เก๋ และ ตูน น้องๆที่บริษัทไปด้วย เกดได้งานรับโทรศัพท์ ลงทะเบียน แจกโบว์และรับเงินทำบุญจากเจ้าภาพที่ทะยอยกันมา หนึม เก๋ ตูน และจิตเลยเข้าไปครัว ช่วยแกะถุงอาหาร จัดใส่จานชาม แบ่งกันไปล้างไปปอก หั่น จัดวางผลไม้ร่วมกับแม่ชีและลุงป้าน้าอามากมาย
หนึมตั้งใจตั้งแต่ออกจากวัดป่าแก้วมาว่าจะพยายามส่งจิตออกนอกให้น้อย จะดูกายดูจิตของเราให้มาก งานนี้ก็ตั้งใจว่าอย่างนั้น เลยไม่ค่อยได้มองหน้าใคร

หนึมได้เห็นหูวิ่งไปฟังเสียงคนขึ้นเสียง ขัดใจกันเป็นระยะๆ หนึมเห็นตัวเองฟังต่อว่าเสียงเหล่านี้ เป็นเรื่องไม่ค่อยเป็นเรื่องเอาเสียเลย และมีการใช้คำพูดเปลือง บ่นกระปอดกระแปด ซ้ำๆย้ำๆ พอให้อีกฝ่ายมีอารมณ์ และอีกฝ่ายก็รับลูก ถ้าไม่เอออวยไปด้วย ก็กระแทกกลับไปบ้าง หนึมสงสัยว่าลูกศิษย์ลูกหาเหล่านี้ปฏิบัติธรรมรูปแบบไหนกันหนอ แน่ะ หนึมแวบไปคิดอีกแล้ว

ตาของหนึมเห็นชิ้นผลไม้ที่ถูกส่งมาให้หนึมจัดเรียง มันดูยังไม่เสร็จดีนัก แอบคิดต่อไปว่าถ้าจัดเรียงไป คุณป้า QC (ใครสักคนแอบตั้งชื่อให้แก เพราะได้ยินเสียงแกตรวจงานด้วยวาจาที่ไม่สร้างสรรค์นักอยู่ตลอดเวลา) จะต้องบ่นอีกเป็นแน่ หนึมยื่นผลไม้ให้คนปอกหั่นข้างๆหนึม ให้เธอหั่นจุกผลไม้ออกให้หน่อย เธอคนนั้นยื่นมีดมาตัดผลไม้ชิ้นนั้นในมือหนึม ไม่แปลกที่งานออกมาแบบไม่เสร็จนัก เพราะตลอดเวลาเธอและเพื่อนใส่ใจกับการเม้ากระจายถึงบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในที่นั้น มากกว่างานที่อยู่ในมือ หนึมแอบชำเลืองมองดูหน้าคนเหล่านี้เพื่อจะพบว่าเธอเป็นผู้ถือศีล 8 ในชุดขาว
หนึมสังเกตุใจตัวเอง ว่ารับรู้ และอยากพูดเล่าการรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้
วันนี้ทำให้หนึมเห็นความเคลื่อนไหวของใจตัวเอง และรู้สึกนับถือผู้ทรงศีล ในความพยายามต่อสู้กับกิเลสที่เย้ายวนใจมากมาย มากเสียจนเราเองแทบรับรู้ไม่ทันว่าโดนกิเลสกินเข้าไปเสียแล้ว มโนกรรมนั้นผุดขึ้นปรู๊ดปร๊าด และสามารถกลายเป็นวจีกรรมได้อย่างรวดเร็ว และถ้าไม่ระวังให้ดีจะขยายผลเป็นกายกรรมได้อีก แย่แน่ถ้าทั้งหมดเป็นอกุศลกรรม การมีสติตามดูตามรู้จึงสำคัญนักแล งานนี้นอกจากได้ทำเวยยาวัจมัยทาน
แล้วหนึมก็ได้ภาวนาไปด้วย เผื่ออ่านแล้วจะได้อนุโมทนากันนะคะ
“ดังเช่น นักมวยที่ฝึกซ้อมกระสอบทรายจนชำนาญ มันเป็นการชกฝ่ายเดียวโดยไม่มีการต่อสู้ของฝ่ายตรงข้าม ยังไม่เจอของจริง ผลนั้นจึงดูเหมือนเป็นผู้ชนะอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับการนั่งหลับตาทำสมาธิ พอจิตสงบก็ลืมทุกขืไปชั่วขณะหนึ่ง มันเป็นการลืมทุกข์หรือศิลาทับหญ้า ยังมิใช่การดับทุกขืที่แท้จริง เพราะพออกจากสมาธิ เจอผัสสะก็เกิดทุกข์ได้อีก ของจริงต้องดับกันตรงผัสสะข้างนอก ทันทีที่กระทบก็จบลงแค่นั้น ทุกข์จะไม่สามารถเข้าถึงใจได้เลยจึงจะใช่
ดังนั้นผลแท้ๆ จะพิสูจน์ได้ต่อเมื่อเจอผัสสะขณะลืมตาคือการอยู่กับชีวิตจริงๆ หรือการขึ้นชกบนเวทีชีวิตอีกที จะต้องพบคู่ต่อสู้ทั้งนอกใน ในลีลาต่างๆ ที่โต้ตอบมาให้ได้ทันจริงๆ การชกในที่นี้มิใช่หมายถึงการต่อสู้ชกตีทางกายภายนอกกับใคร แต่หมายถึงสติปัญญาที่ต่อสู้ห้ำหั่นกับกิเลส คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในจิตของตนเท่านั้น”
เมื่อวานที่หนึมได้ไปร่วมเป็นธรรมบริกรที่วัดมหาธาตุ เนื่องในวันทำบุญทักษินาณุปทานอุทิศถวายแด่ท่านเจ้าคุณโชดก (พระธรรมธีรราชมหามุณี) ตามคำชวนของพวงพัชรเพื่อนรักที่เป็นลูกศิษย์วัดนี้ หนึมจึงได้ใช้โอกาสนี้ดูจิตตนเองไปตลอดงาน ลองของจริงกันดู
ไม่บ่อยนักที่หนึมจะออกไปทำกิจกรรมกับคนแปลกหน้าหมู่มาก โดยไม่ได้มีการแจกงานอย่างเป็นกิจลักษณะ กลุ่มคนทำงานมีทั้งพระ แม่ชี ฆราวาสวัยลุงป้าน้าอาที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หนึมชวนจิต เกด เก๋ และ ตูน น้องๆที่บริษัทไปด้วย เกดได้งานรับโทรศัพท์ ลงทะเบียน แจกโบว์และรับเงินทำบุญจากเจ้าภาพที่ทะยอยกันมา หนึม เก๋ ตูน และจิตเลยเข้าไปครัว ช่วยแกะถุงอาหาร จัดใส่จานชาม แบ่งกันไปล้างไปปอก หั่น จัดวางผลไม้ร่วมกับแม่ชีและลุงป้าน้าอามากมาย
หนึมตั้งใจตั้งแต่ออกจากวัดป่าแก้วมาว่าจะพยายามส่งจิตออกนอกให้น้อย จะดูกายดูจิตของเราให้มาก งานนี้ก็ตั้งใจว่าอย่างนั้น เลยไม่ค่อยได้มองหน้าใคร
หนึมได้เห็นหูวิ่งไปฟังเสียงคนขึ้นเสียง ขัดใจกันเป็นระยะๆ หนึมเห็นตัวเองฟังต่อว่าเสียงเหล่านี้ เป็นเรื่องไม่ค่อยเป็นเรื่องเอาเสียเลย และมีการใช้คำพูดเปลือง บ่นกระปอดกระแปด ซ้ำๆย้ำๆ พอให้อีกฝ่ายมีอารมณ์ และอีกฝ่ายก็รับลูก ถ้าไม่เอออวยไปด้วย ก็กระแทกกลับไปบ้าง หนึมสงสัยว่าลูกศิษย์ลูกหาเหล่านี้ปฏิบัติธรรมรูปแบบไหนกันหนอ แน่ะ หนึมแวบไปคิดอีกแล้ว
ตาของหนึมเห็นชิ้นผลไม้ที่ถูกส่งมาให้หนึมจัดเรียง มันดูยังไม่เสร็จดีนัก แอบคิดต่อไปว่าถ้าจัดเรียงไป คุณป้า QC (ใครสักคนแอบตั้งชื่อให้แก เพราะได้ยินเสียงแกตรวจงานด้วยวาจาที่ไม่สร้างสรรค์นักอยู่ตลอดเวลา) จะต้องบ่นอีกเป็นแน่ หนึมยื่นผลไม้ให้คนปอกหั่นข้างๆหนึม ให้เธอหั่นจุกผลไม้ออกให้หน่อย เธอคนนั้นยื่นมีดมาตัดผลไม้ชิ้นนั้นในมือหนึม ไม่แปลกที่งานออกมาแบบไม่เสร็จนัก เพราะตลอดเวลาเธอและเพื่อนใส่ใจกับการเม้ากระจายถึงบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในที่นั้น มากกว่างานที่อยู่ในมือ หนึมแอบชำเลืองมองดูหน้าคนเหล่านี้เพื่อจะพบว่าเธอเป็นผู้ถือศีล 8 ในชุดขาว
หนึมสังเกตุใจตัวเอง ว่ารับรู้ และอยากพูดเล่าการรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้
วันนี้ทำให้หนึมเห็นความเคลื่อนไหวของใจตัวเอง และรู้สึกนับถือผู้ทรงศีล ในความพยายามต่อสู้กับกิเลสที่เย้ายวนใจมากมาย มากเสียจนเราเองแทบรับรู้ไม่ทันว่าโดนกิเลสกินเข้าไปเสียแล้ว มโนกรรมนั้นผุดขึ้นปรู๊ดปร๊าด และสามารถกลายเป็นวจีกรรมได้อย่างรวดเร็ว และถ้าไม่ระวังให้ดีจะขยายผลเป็นกายกรรมได้อีก แย่แน่ถ้าทั้งหมดเป็นอกุศลกรรม การมีสติตามดูตามรู้จึงสำคัญนักแล งานนี้นอกจากได้ทำเวยยาวัจมัยทาน
วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ไตรลักษณ์
วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ปฏิบัติธรรม ทำไม 1
ผู้คนไปปฏิบัติธรรมกันมากมายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สถานปฏิบัติธรรมใหม่ๆผุดขึ้นรองรับความไขว่คว้าของผู้คน เพียงแต่ว่าคนเหล่านี้ ไขว่คว้าหาอะไร จากการปฏิบัติธรรม
การไปปฏิบัติธรรมของหนึม เป็นผลจากที่ หนึมอ่านหนังสือธรรมมามาก อ่านประวัติและคำสอนของครูบาอาจารย์มามาก ทั้งหลวงพ่อโต หลวงปู่มั่น หลวงพ่อชา หลวงปู่ดูลย์ ท่านพุทธทาส ฯลฯ ยิ่งหลังจากเจ็บป่วยทั้งเรื่องกระดูกข้อต่อเชิงกราน ไหนจะเรื่องซิสต์แตก ไหนจะเรื่องภูมิแพ้(แพ้อะไรไม่รู้ แต่แพ้แล้วกลายร่างเป็นตัวประหลาดน่ากลัวสุดๆ) หนึมก็ยิ่งอ่าน แต่อ่านเท่าไหร่ก็ยังทุกข์เหมือนเดิม ยังโมโหเป็นฟืนเป็นไฟล้างผลาญได้ตลอดเวลา แสดงว่าการอ่านไม่ได้ช่วยให้พ้นทุกข์ได้ ต้องทำ ทำอะไรยังไม่รู้ คงทำในสิ่งที่อ่านเจอว่าครูบาอาจารย์ท่านทำกัน อีกส่วนหนึ่งก็เพราะสิ่งที่ครูบาอาจารย์ได้ประสบพบจากการปฏิบัติธรรม ดูเป็นเรื่องแปลกใหม่และนึกไม่ถึง หนึมเลยอยากลองดูกับตัวเองบ้าง
การไปปฏิบัติธรรมของหนึมจึงไม่ได้ไปด้วยความคาดหวังอะไรมาก ไปเพราะอยากรู้ว่าไปทำอะไร แล้วเป็นยังไง เพื่อนผู้มีประสบการณ์เตือนมาว่าอย่าตั้งความหวังใดๆ ไม่งั้นจะไม่ได้อะไรเลย ฉะนั้นเมื่อหนึมเข้าไปที่ยุวพุทธิกสมาคมซึ่งอยู่ใกล้บ้าน และเช้าวันแรกเขาให้ผู้ปฏิบัติอธิษฐานหนึม จึงอธิษฐานแค่ให้หนึมมีกำลังใจจะปฏิบัติ อย่าได้ท้อแท้ และเมื่อตั้งใจแล้วก็ขอให้มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติให้สมควรแก่ความพยายาม คนอื่นขอให้ระลึกชาติได้ ขอให้รู้ได้ว่าลูกเล็กที่เพิ่งเสียชีวิตไปไปเกิดที่ไหน ขอเห็นเลขหวย ฯลฯ หนึมเอาง่ายๆแค่นี้
ทำไมหนึมอธิษฐานให้ตัวเองมีกำลังใจไม่ท้อ เพราะการเป็นอยู่ช่วงปฏิบัติธรรมช่างต่างจากการดำรงชีวิตของหนึมเหลือเกิน ทั้งเวลาตื่นเวลานอน ห้องนอนที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ห้องน้ำที่ต้องไปใช้กับคนอื่น แถมไม่มีน้ำอุ่นให้อาบ นอนรวมกับคนอีกเป็นสิบๆคน เครื่องใช้ไฟฟ้าก็ไม่ให้ใช้ บางที่ก็ต้องงดอาหารเย็นเพราะต้องถือศีลแปด ฯลฯ ตามหลักของ Maslow เด๊ะเลย หนึมกังวลเรื่องความต้องการพื้นฐาน แต่ตั้งใจแล้วว่าต้องสละเรื่องพื้นฐาน เพื่อเข้าถึงเรื่องใหญ่ๆ เอาไงเอากัน มีแม่ พี่นุ่ม พี่นั่มให้กำลังใจซะอย่าง
การไปปฏิบัติธรรมของหนึม เป็นผลจากที่ หนึมอ่านหนังสือธรรมมามาก อ่านประวัติและคำสอนของครูบาอาจารย์มามาก ทั้งหลวงพ่อโต หลวงปู่มั่น หลวงพ่อชา หลวงปู่ดูลย์ ท่านพุทธทาส ฯลฯ ยิ่งหลังจากเจ็บป่วยทั้งเรื่องกระดูกข้อต่อเชิงกราน ไหนจะเรื่องซิสต์แตก ไหนจะเรื่องภูมิแพ้(แพ้อะไรไม่รู้ แต่แพ้แล้วกลายร่างเป็นตัวประหลาดน่ากลัวสุดๆ) หนึมก็ยิ่งอ่าน แต่อ่านเท่าไหร่ก็ยังทุกข์เหมือนเดิม ยังโมโหเป็นฟืนเป็นไฟล้างผลาญได้ตลอดเวลา แสดงว่าการอ่านไม่ได้ช่วยให้พ้นทุกข์ได้ ต้องทำ ทำอะไรยังไม่รู้ คงทำในสิ่งที่อ่านเจอว่าครูบาอาจารย์ท่านทำกัน อีกส่วนหนึ่งก็เพราะสิ่งที่ครูบาอาจารย์ได้ประสบพบจากการปฏิบัติธรรม ดูเป็นเรื่องแปลกใหม่และนึกไม่ถึง หนึมเลยอยากลองดูกับตัวเองบ้าง
การไปปฏิบัติธรรมของหนึมจึงไม่ได้ไปด้วยความคาดหวังอะไรมาก ไปเพราะอยากรู้ว่าไปทำอะไร แล้วเป็นยังไง เพื่อนผู้มีประสบการณ์เตือนมาว่าอย่าตั้งความหวังใดๆ ไม่งั้นจะไม่ได้อะไรเลย ฉะนั้นเมื่อหนึมเข้าไปที่ยุวพุทธิกสมาคมซึ่งอยู่ใกล้บ้าน และเช้าวันแรกเขาให้ผู้ปฏิบัติอธิษฐานหนึม จึงอธิษฐานแค่ให้หนึมมีกำลังใจจะปฏิบัติ อย่าได้ท้อแท้ และเมื่อตั้งใจแล้วก็ขอให้มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติให้สมควรแก่ความพยายาม คนอื่นขอให้ระลึกชาติได้ ขอให้รู้ได้ว่าลูกเล็กที่เพิ่งเสียชีวิตไปไปเกิดที่ไหน ขอเห็นเลขหวย ฯลฯ หนึมเอาง่ายๆแค่นี้
ทำไมหนึมอธิษฐานให้ตัวเองมีกำลังใจไม่ท้อ เพราะการเป็นอยู่ช่วงปฏิบัติธรรมช่างต่างจากการดำรงชีวิตของหนึมเหลือเกิน ทั้งเวลาตื่นเวลานอน ห้องนอนที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ห้องน้ำที่ต้องไปใช้กับคนอื่น แถมไม่มีน้ำอุ่นให้อาบ นอนรวมกับคนอีกเป็นสิบๆคน เครื่องใช้ไฟฟ้าก็ไม่ให้ใช้ บางที่ก็ต้องงดอาหารเย็นเพราะต้องถือศีลแปด ฯลฯ ตามหลักของ Maslow เด๊ะเลย หนึมกังวลเรื่องความต้องการพื้นฐาน แต่ตั้งใจแล้วว่าต้องสละเรื่องพื้นฐาน เพื่อเข้าถึงเรื่องใหญ่ๆ เอาไงเอากัน มีแม่ พี่นุ่ม พี่นั่มให้กำลังใจซะอย่าง
วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
บัวที่บ้าน
เมื่อคืนหนึมออกไปดูแลบัวที่ลานหลังบ้านตามปกติ พบว่ามีเพื่อนเป็นงูเขียวตัวยาว วันนี้หนึมพาหลานชาย 2 คน จากอมเริกาไปสวนงู สภากาชาด สถานที่ท่องเที่ยวที่เขาโปรดปรานนักหนา ได้ความรู้ใหม่ว่างูเขียวชอบอยู่บนต้นไม้ตอนกลางวัน และลงพื้นดินตอนกลางคืน เพื่อล่าหาอาหาร เป็นอันว่าน้องงูเขียวมาหากินไม่ได้มาดูบัว
นอกจาก Red Flare แล้วที่หนึมชอบมาก เพิ่งได้มาใหม่ตอนไปพิพิธภัณธ์บัวกับจิต คือ Colorado สีออกส้ม (ในรูปจะดูชมพู) สวยหวานมาก เพิ่งมีดอกให้เห็นแค่หนเดียว
ที่ออกดอกดกมากคือฉลองขวัญ สีม่วงกลีบซ้อนมากมายที่หอมมากและเป็นของโปรดของหมู่ผึ้งคือเจ้าดอกม่วง ต้นนี้แหละที่เคยเล่าว่าผึ้งจะมารอตั้งแต่ดอกยังไม่บาน ดอกดกมากๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งออกดอกไล่ๆกัน 4 ดอกทีเดียว

บัวแดงเหลือบขาวนี่ไม่รู้ชื่อเหมือนกัน แต่เป็นต้นเก่าแก่ของที่บ้าน สมัยคุณยายยังอยู่และหนึมยังตัวเท่าลูกหมา สวยคลาสสิคดี

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
ความงาม ที่รอคอยการกลับมาของเรายามค่ำคืน
ความงามในยามค่ำ ที่รอคอยการกลับบ้านของเรา
หลังจากหนึมเลิกนิสัยเที่ยวกลางคืน และเลิกกลับบ้านในสภาพที่จำอะไรไม่ค่อยได้ เป็นกลับบ้านหัวค่ำหลังเลิกงาน ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น ในวันหยุดหนึมจะขลุกอยู่ในสวนป่าที่บ้านกับแม่ ตัดแต่ง ขยายพันธ์ ขุด ปลูกต้นอะไรในสวนอยู่เสมอ แต่หนึมก็พบว่าหนึมแทบไม่เคยได้เห็นดอกไม้ที่หนึมปลูกเลย ดอกไม้แสนสวยหลับกันหมดแล้วเมื่อหนึมกลับถึงบ้านหลังเลิกงาน และกว่าจะตื่นรับแสงแดดตอนเช้าหนึมก็ออกไปทำงานเสียแล้ว
นั่นคือที่มาของการซื้อบัวกลางคืนแสนสวยชื่อ Red Flare มาจากงานบัวที่สวนหลวง ร 9 เมื่อปี 2007 ทุกส่วนของ Red Flare เป็นสีแดงเข้ม ดอกสีชมพูเข้ม เริ่มแย้มบานตอนประมาณ 6 โมงเย็นและไปหุบตอนสายๆวันรุ่งขึ้น บานประมาณ 3 วัน
ตอนซื้อมาต้นละ 300 บาท ออกดอก 1 ครั้งหนึมก็แอบบคิดเล่นๆว่าดอกละกี่บาทแล้ว ออกดอกแทบไม่เว้นช่วงเลย ตกเย็นเลิกงานขับรถเข้าบ้านมา กระถาง Red Flare นี้จะตั้งใกล้ที่จอดรถ ให้หนึมได้ชมความงามในยามค่ำคืน การออกมาเดินดูดอก Red Flare หลังอาหารเย็นกลายเป็นกิจกรรมยามค่ำของครอบครัวเรา เป็นเวลาเดียวที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน
Red Flare ต้นนี้แพ้ภัยหอยทากจนกุดไปช่วงหนึ่ง กว่าจะฟื้นขึ้นมาได้ก็พอดีคุณแม่ป่วย และหนึมก็ไปดูแลแม่ ห่างหายจากการดูแลต้นไม้ต่างๆไปประมาณครึ่งปี 2008 จนเมื่อแม่เข้าสู่ช่วงปลอดภัยและเหลือแค่ตรวจติดตาม แม่และหนึมกลับมาใช้เวลาในสวนป่าที่รักของเรากันอีกครั้ง
หนึมพบว่า Red Flare ออกหน่อใหม่มากมายจนแน่นกระถาง เป็นที่มาของการแยกต้นออกมามากมาย และแบ่งให้เพื่อนฝูงที่รักกันไปบ้าง รอว่าของใครออกดอกก็เอารูปมา post ดูกันบ้างก็จะดี หนึมเอาบัวอีกหลายกระถางที่กระจัดกระจายกันอยู่ในสวนมาฟื้นฟู และแยกกระถาง บางต้นก็ฟื้นเร็วดอกออกให้ชื่นใจอย่างง่ายดาย
การดูแลเจ้าไม้น้ำแสนสวยนี้ง่าย และให้ความรู้สึกเย็นใจ บัวเป็นดอกไม้ที่มีบทบาทมากในพุทธศาสนา และสอนเราอยู่ตลอดเวลา หนึมชอบดูดอกบัว 4 เหล่าในกระถาง ทยอยกันพ้นตม มาปริ่มน้ำ และชูดอกสวยพ้นน้ำ บัวบางชนิดงามและหอมจนผึ้งรุมตอมตั้งแต่ดอกยังไม่บาน บางดอกพี่นั่มเคยถ่ายรูปได้ว่ามีผึ้งถึง 13 ตัวมารุมตอมพร้อมๆกัน เสน่ห์แรงเหลือหลาย และทุกดอกก็หุบลงในแต่ละวัน ความงามของดอกก็เปลี่ยนไปในแต่ละวันที่เขาบาน บางชนิดเปลี่ยนสีด้วย จนดอกโรย คออ่อนแช่น้ำในกระถาง และเน่าไป ไม่มีผึ้งตัวไหนตามมาดอมดม เคยสวยแค่ไหนก็เน่าไปในที่สุด ทุกดอก วนเวียนอยู่อย่างนี้

บางดอกโดนนกมาจิกกัด สมัยก่อนที่มีกระถางวางที่พื้นบางดอกก็โดนเจ้าสองมากัดงับไปดื้อๆ เหมือนชีวิตคน เหมือนที่แม่เคยสอนหนึมว่าชีวิตคนเหมือนแสงเทียน มีวันสว่างไสว มีวันริบหรี่ สลับกันไป ไม่มีอะไรคงที่แน่นอน จนกว่าจะดับไป รู้เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรให้ต้องแปลกใจ ตกใจ หรือเก็บมาทุกข์ใจ ดีใจ ให้ใจกระเพื่อม ครั้งแล้วครั้งเล่า วันแล้ววันเล่า ฝึกให้รู้ ฝึกให้เห็น ก็จะวางเป็นเองในที่สุด
Red Flare จึงเป็นไม้สวยเลี้ยงง่าย ที่ออกดอกสวยงามให้เราได้เชยชมยามค่ำคืน ได้เห็นคติเตือนใจในการดำรงชีวิตทุกครั้งที่เราได้ดูเขาค่ะ
หลังจากหนึมเลิกนิสัยเที่ยวกลางคืน และเลิกกลับบ้านในสภาพที่จำอะไรไม่ค่อยได้ เป็นกลับบ้านหัวค่ำหลังเลิกงาน ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น ในวันหยุดหนึมจะขลุกอยู่ในสวนป่าที่บ้านกับแม่ ตัดแต่ง ขยายพันธ์ ขุด ปลูกต้นอะไรในสวนอยู่เสมอ แต่หนึมก็พบว่าหนึมแทบไม่เคยได้เห็นดอกไม้ที่หนึมปลูกเลย ดอกไม้แสนสวยหลับกันหมดแล้วเมื่อหนึมกลับถึงบ้านหลังเลิกงาน และกว่าจะตื่นรับแสงแดดตอนเช้าหนึมก็ออกไปทำงานเสียแล้ว
นั่นคือที่มาของการซื้อบัวกลางคืนแสนสวยชื่อ Red Flare มาจากงานบัวที่สวนหลวง ร 9 เมื่อปี 2007 ทุกส่วนของ Red Flare เป็นสีแดงเข้ม ดอกสีชมพูเข้ม เริ่มแย้มบานตอนประมาณ 6 โมงเย็นและไปหุบตอนสายๆวันรุ่งขึ้น บานประมาณ 3 วัน

ตอนซื้อมาต้นละ 300 บาท ออกดอก 1 ครั้งหนึมก็แอบบคิดเล่นๆว่าดอกละกี่บาทแล้ว ออกดอกแทบไม่เว้นช่วงเลย ตกเย็นเลิกงานขับรถเข้าบ้านมา กระถาง Red Flare นี้จะตั้งใกล้ที่จอดรถ ให้หนึมได้ชมความงามในยามค่ำคืน การออกมาเดินดูดอก Red Flare หลังอาหารเย็นกลายเป็นกิจกรรมยามค่ำของครอบครัวเรา เป็นเวลาเดียวที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน
Red Flare ต้นนี้แพ้ภัยหอยทากจนกุดไปช่วงหนึ่ง กว่าจะฟื้นขึ้นมาได้ก็พอดีคุณแม่ป่วย และหนึมก็ไปดูแลแม่ ห่างหายจากการดูแลต้นไม้ต่างๆไปประมาณครึ่งปี 2008 จนเมื่อแม่เข้าสู่ช่วงปลอดภัยและเหลือแค่ตรวจติดตาม แม่และหนึมกลับมาใช้เวลาในสวนป่าที่รักของเรากันอีกครั้ง
หนึมพบว่า Red Flare ออกหน่อใหม่มากมายจนแน่นกระถาง เป็นที่มาของการแยกต้นออกมามากมาย และแบ่งให้เพื่อนฝูงที่รักกันไปบ้าง รอว่าของใครออกดอกก็เอารูปมา post ดูกันบ้างก็จะดี หนึมเอาบัวอีกหลายกระถางที่กระจัดกระจายกันอยู่ในสวนมาฟื้นฟู และแยกกระถาง บางต้นก็ฟื้นเร็วดอกออกให้ชื่นใจอย่างง่ายดาย
การดูแลเจ้าไม้น้ำแสนสวยนี้ง่าย และให้ความรู้สึกเย็นใจ บัวเป็นดอกไม้ที่มีบทบาทมากในพุทธศาสนา และสอนเราอยู่ตลอดเวลา หนึมชอบดูดอกบัว 4 เหล่าในกระถาง ทยอยกันพ้นตม มาปริ่มน้ำ และชูดอกสวยพ้นน้ำ บัวบางชนิดงามและหอมจนผึ้งรุมตอมตั้งแต่ดอกยังไม่บาน บางดอกพี่นั่มเคยถ่ายรูปได้ว่ามีผึ้งถึง 13 ตัวมารุมตอมพร้อมๆกัน เสน่ห์แรงเหลือหลาย และทุกดอกก็หุบลงในแต่ละวัน ความงามของดอกก็เปลี่ยนไปในแต่ละวันที่เขาบาน บางชนิดเปลี่ยนสีด้วย จนดอกโรย คออ่อนแช่น้ำในกระถาง และเน่าไป ไม่มีผึ้งตัวไหนตามมาดอมดม เคยสวยแค่ไหนก็เน่าไปในที่สุด ทุกดอก วนเวียนอยู่อย่างนี้

บางดอกโดนนกมาจิกกัด สมัยก่อนที่มีกระถางวางที่พื้นบางดอกก็โดนเจ้าสองมากัดงับไปดื้อๆ เหมือนชีวิตคน เหมือนที่แม่เคยสอนหนึมว่าชีวิตคนเหมือนแสงเทียน มีวันสว่างไสว มีวันริบหรี่ สลับกันไป ไม่มีอะไรคงที่แน่นอน จนกว่าจะดับไป รู้เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรให้ต้องแปลกใจ ตกใจ หรือเก็บมาทุกข์ใจ ดีใจ ให้ใจกระเพื่อม ครั้งแล้วครั้งเล่า วันแล้ววันเล่า ฝึกให้รู้ ฝึกให้เห็น ก็จะวางเป็นเองในที่สุด
Red Flare จึงเป็นไม้สวยเลี้ยงง่าย ที่ออกดอกสวยงามให้เราได้เชยชมยามค่ำคืน ได้เห็นคติเตือนใจในการดำรงชีวิตทุกครั้งที่เราได้ดูเขาค่ะ
วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552
วัดป่าแก้ว จันทบุรี

หนึมเพิ่งกลับมาจากการปฏิบัติธรรม 3 วัน ที่วัดป่าแก้ว จันทบุรีค่ะ 3 ชั่วโมงขับเฉลี่ย 120 กิโลต่อชั่วโมง จากกรุงเทพ
วัดป่าแก้วอยู่ท่ามกลางขุนเขา ตัวอาคารออกแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่แนว minimalist ใช้แสงธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ อากาศถ่ายเทสบาย เวลาฝนตกอากศเย็นน่านอน

ท่านเจ้าอาวาสคือพระอาจารย์จงกล ส่วนพระอาจารย์อีกรูปที่สอนคู่กันคือพระอาจารย์จี พระอาจารย์จงกลสอนแต่เรื่องการปฏิบัติภาวนา ไม่คุยเรื่องอื่น ส่วนพระอาจารย์จีสอนเรื่องธรรมในชีวิตประจำวัน ปัญหาชีวิต ครอบครัว การงาน แนวคิด ฯลฯ มีพระจำวัด ณ เวลานี้แค่ 4 รูป
พวกผู้สนใจธรรมแต่ยังไม่ถึงขั้นภาวนาจะศึกษากับพระอาจารย์จีเสียส่วนใหญ่ ท่านสอนสนุกและตรงไปตรงมา
ส่วนผู้ปฏิบัติภาวนาจะศึกษากับพระอาจารย์จงกล ท่านอยู่ในวัยกลางคน และเป็นครูอาจารย์ที่รู้วาระจิตผู้อื่น การปฏิบัติธรรมคือการตามดูตามรู้ ท่านว่าการตามดูตามรู้มีองค์ประกอบแบบคอฟฟี่มิกซ์ 3 in 1 คือให้แยกจิต อารมณ์ และกาย ออกเป็นกองๆไป

ดังนั้นการเรียนเรื่องปฏิบัติภาวนาของที่นี่อาจไม่เหมาะกับนักปฏิบัติมือใหม่ หรือนักปฏิบัติที่ไม่ค่อยได้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพราะพระอาจารย์จะดูวาระจิตของผู้ปฏิบัติ และแก้เป็นรายๆ บางทีให้การบ้านไป 3 ชั่วโมงให้มาส่งอารมณ์อีกรอบ รุ่นที่หนึมไปมีนักปฏิบัติมาก และพระอาจารย์ใช้เวลากับพวกนี้ค่อนข้างมาก มือใหม่แบบว่าบื้อไปเลย แต่ถ้าไม่ได้หวังอะไรมาก คิดว่ามาหาสถานที่ปฏิบัติ ได้ทำ ส่วนพระอาจารย์อาจไม่ได้แนะนำอะไรเลยบ้าง ก็ไม่ว่ากัน ก็เรียกว่าที่นี่สัปปายะมาก

การปฏิบัติคือให้ผู้ปฎิบัติฝึกเอง แค่กำหนดระยะเวลาว่าในแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง คร่าวๆคือทำวัตรเช้าตี 5 ตามด้วยโยคะอาสนะ จากนั้นถวายอาหารเช้า แล้วก็ลงไปทานอาหารเช้าเป็นอาหารเหลือพระนั่นเอง ที่ครัวอาจทำเพิ่มบ้างเล็กน้อย ได้อีกบรรยากาศ ทำกิจส่วนตัว แล้วแยกกลุ่มศึกษากับพระอาจารย์สองรูปนี้ โดยเจ้าหน้าที่แยกกลุ่มให้ตามประวัติการปฏิบัติของเราที่กรอกตอนลงทะเบียน
11 โมงครึ่งทานอาหารเที่ยง บ่ายโมงครึ่งเริ่มกันใหม่ แบบเดียวกับตอนเช้า บางทีพระอาจารย์อาจปล่อยให้ปฏิบัติเองตามรูปแบบที่เราเคยทำมา แล้วนัดเวลาให้มาส่งอารมณ์ บ่าย 4 โยคะ ต่อด้วย ทำกิจรวม หนึมได้ล้างห้องน้ำวัดสมใจอยากก็งานนี้ แบ่งกันกวาดลานวัด ทำความสะอาดโบสถ์ ทำความสะอาดห้องนอน ห้องน้ำ ฯลฯ แล้วทานข้าวสำหรับผู้ถือศีล 5 จากนั้นกิจส่วนตัวแล้วทำวัตรเย็นตอน 1 ทุ่ม 3 ทุ่มเสร็จ นอน ปิดไฟ 4 ทุ่มกว่า นอนรวมในห้องใหญ่หน้าต่างกว้าง มีเสื่อ หมอน และล็อคเกอร์ให้ เราต้องเอาผ้าห่มและของใช้ส่วนตัวไปเอง มีที่ตากผ้าและหนังสือธรรมในห้องนอนด้วย ห้องน้ำอยู่ในห้องนอน

ที่นี่ให้พูดคุยได้ ใช้มือถือได้ เน้นปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องในรูปแบบ มีมุมให้เราแยกไปปฏิบัติตามที่เราต้องการ หนึมเลือกเดินจงกรมตรงเนินด้านหน้า เอาตอนกลางวันแดดๆเลย ดูว่าตอนเดินเข้าใต้ร่มไม้กับตอนเดินออกแดดแล้วจิตเป็นยังไง ที่แน่ๆกายกลับมาดำปื้ดเลย
คำสอนเด็ดๆจากงวดนี้
- ถ้าคิดดีไม่ได้ ก็อย่าคิดเสียเลยดีกว่า ตามดูกายเอาก็ยังดี ไม่เป็นอกุศล
- อย่าพูดถึงคนอื่นในแง่ที่เขาจะเสียหาย คนทำไม่ดีก็ไม่ต้องไปพูดถึงเขา เขาทำบาปแล้ว เราไม่จำเป็นต้องไปร่วมทำบาปด้วยการพูดให้เขาเสียหายอีก
- ถ้าต้องพูดถึงความไม่ดีของคนอื่น เพื่อการศึกษาเป็น case study ก็อย่าได้เอ่ยชื่อให้เขาเสียหาย
- เวลามีปัญหา ให้คิดเสียว่าเวลาจะตายมันหนักกว่านี้ แค่อยู่ยังแย่แล้วเวลาจะตายจะเป็นอย่างไร ให้ฝึกอยู่ให้เป็น
- ปฏิบัติภาวนาแล้วไม่ก้าวหน้าเพราะไม่มีบุญบารมี เหมือนคน 5 คน ฟังครูอาจารย์คนเดียวกันก็รู้เรื่องไม่เท่ากัน การเพิ่มบารมีของเราคือให้ทำในสิ่งที่ต้องฝืนใจทำ ต้องเสียสละ ทำบ่อยๆ ทำมากๆ สิ่งใดเสียสละจนคุ้นไม่รู้สึกฝืนใจ ก็ต้องเริ่มเสียสละสิ่งอื่นๆที่ยังฝืนใจเราอยู่ สร้างบารมีให้มากขึ้นเรื่อยๆ
วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552
สองเข้าบ้าน
บ้านเราเลี้ยงหมามาตลอดเท่าที่หนึมจำความได้ ตัวแรกในความจำเป็นดัชชุนด์ หมาไส้กรอกขนยาวนุ่มมือสีน้ำตาลชื่อหยอง หยองไปได้เสียกับใครไม่รู้แต่ลูกๆออกมากลายเป็นหมาไส้กรอกขนเกรียนแบบหมาไทย ไม่น่ารักเอาเสียเลยแต่ซื่อสัตย์สุดหัวใจ
ที่โดดเด่นมากคือแสบ หมาขนเกรียนตัวตันที่เราตั้งชื่อตามนักมวยชื่อดังในยุคนั้น และนวลคู่ชีวิตแสบ ที่วิ่งออกไปกลางถนนไม่รั้งรอตอนที่แสบข้ามถนนตามแม่ออกไปใส่บาตรแต่พลาดถูกรถชนเข้าจังๆ นวลเข้าไปเลียคู่ชีวิตและไม่ยอมให้ใครเข้าไปใกล้ ใช้เวลาอยู่นานกว่าเราจะเอาร่างที่หมดลมอ่อนปวกเปียกของแสบกลับมาบ้านได้ และลูกหลานสายพันธ์นี้ก็อยู่กับเรานานหลายรุ่นจนล้มหายตายจากกันไป
รุ่นสุดท้ายที่เป็นหมาที่เกิดในบ้านเราคือรุ่นของมอม กลับ วัว และ หมี (อ่านเรื่องราวได้ใน มอมกลับบ้าน) เมื่อหมีและวัวจากไป และอีกไม่นาน มอมและกลับก็เข้าสู่วัยชราจะอายุครบ 15 ปี พี่นั่มก็อุ้ม สอง บางแก้วขนฟูตัวน้อยมาเข้าบ้านเราเมื่อวันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2551
พี่นั่มได้สองมาจากตลาดนัดจตุจักร คนขายเอาขันอลูมิเนียมครูดกรงให้เหล่าลูกหมาตื่นขึ้นทักทายผู้คนที่ขวั่กไขว่ในตลาดสุนัข สองลุกขึ้นมาหาพี่นั่ม บนหลังของเจ้าหมาน้อยขนฟูตัวสีน้ำตาลมีขนสีขาวเป็นลายเลข 2 พี่นั่มถูกชะตาและใส่ตะกร้าพาขึ้นรถแท็กซี่มาอยู่ด้วยกันทันที
ตอนสองเข้าบ้านพี่นุ่มและหนึมไปเที่ยวเชียงใหม่ พี่นั่มถ่ายรูปสองนอนเหยีดยาวส่งภาพมือถือไปให้ดู เราดูกันไม่ออกว่าตัวอะไร เดาว่าเป็นหนู พี่นั่มไม่เฉลย แต่เอาสองใส่ตะกร้าพามาแนะนำตัวให้รู้จักกันครั้งแรกวันที่หนึมกับพี่นุ่มบินกลับมาที่สนามบินสุวรรณภูมิ
แม่และพี่นั่มพาสองไปฉีดวัคซีนตามที่กำหนด ต่อมาได้ไม่นานสองก็ท้องร่วง แม่และพี่นั่มรีบพาไปหาหมอที่ รพ สัตว์เล็กจุฬาฯ พอหมอรู้ที่มาของสองก็ส่ายหน้า บอกว่าหมาจากที่นี่มักไม่รอด มักจะเป็นหมาอ่อนแอไม่ได้รับการดูแลสุขภาพมาก่อน แต่พวกเราก็หลงรักสองเสียแล้ว และดูแลสองสุดฝีมือให้อยู่กับพวกเราต่อไป

สองหายดีในสองวัน และกลายเป็นขวัญใจของคุณย่า พ่อนั่ม ป้านุ่ม อาหนึม โดยเฉพาะคุณย่านั้นซื้อปลอกคอหลายสีหลากแบบมาให้สองเปลี่ยนใช้ แบบหรู แบบแนว แบบร็อค สองมีหมด สายจูงหลากสีและสายหนังอย่างดีไว้ไปข้างนอกโดยเฉพาะ
พี่นั่มซื้อหนังสือเรื่องสุนัขบางแก้วมาเต็มเลย และสองก็แสดงความเป็นบางแก้วตั้งแต่ยังตัวน้อยอายุแค่ 51 วัน ด้วยการขู่หวงอาหารและเมื่อรำคาญพวกเรา เห็นตัวเล็กขนหมาเด็กฟูฟ่องแต่ฟันเล็กๆนั่นคมกริบเลยนะจะบอกให้
แม่ซื้ออาหารหมาเด็กเม็ดเล็กๆมาให้สอง และนมแพะกระป๋อง และชามอาหารเล็กๆหลากสีเยอะมาก สองชอบอาหารหมาสูงวัยกลิ่นแรงของมอมและกลับมากกว่า เวลาให้อาหารสองจึงต้องให้ก่อนในห้องน้ำปิดประตูอย่างดี ส่วนมอมและกลับต้องระเห็ดออกไปกินข้าวข้างนอกบ้าน พอสองกินเสร็จก็ต้องรอให้มอมและกลับกินอิ่มแล้ว และรีบเก็บอาหารที่เหลือแล้วค่อยปล่อยสองออกมา ไม่งั้นสองจะมาลุยกินของมอมและกลับ จะชิงหยิบหนีสองก็จะขู่กรรโชค ต้องฝึกกันอีกมากเพื่อลดนิสัยดุนี้
ที่โดดเด่นมากคือแสบ หมาขนเกรียนตัวตันที่เราตั้งชื่อตามนักมวยชื่อดังในยุคนั้น และนวลคู่ชีวิตแสบ ที่วิ่งออกไปกลางถนนไม่รั้งรอตอนที่แสบข้ามถนนตามแม่ออกไปใส่บาตรแต่พลาดถูกรถชนเข้าจังๆ นวลเข้าไปเลียคู่ชีวิตและไม่ยอมให้ใครเข้าไปใกล้ ใช้เวลาอยู่นานกว่าเราจะเอาร่างที่หมดลมอ่อนปวกเปียกของแสบกลับมาบ้านได้ และลูกหลานสายพันธ์นี้ก็อยู่กับเรานานหลายรุ่นจนล้มหายตายจากกันไป
รุ่นสุดท้ายที่เป็นหมาที่เกิดในบ้านเราคือรุ่นของมอม กลับ วัว และ หมี (อ่านเรื่องราวได้ใน มอมกลับบ้าน) เมื่อหมีและวัวจากไป และอีกไม่นาน มอมและกลับก็เข้าสู่วัยชราจะอายุครบ 15 ปี พี่นั่มก็อุ้ม สอง บางแก้วขนฟูตัวน้อยมาเข้าบ้านเราเมื่อวันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2551
พี่นั่มได้สองมาจากตลาดนัดจตุจักร คนขายเอาขันอลูมิเนียมครูดกรงให้เหล่าลูกหมาตื่นขึ้นทักทายผู้คนที่ขวั่กไขว่ในตลาดสุนัข สองลุกขึ้นมาหาพี่นั่ม บนหลังของเจ้าหมาน้อยขนฟูตัวสีน้ำตาลมีขนสีขาวเป็นลายเลข 2 พี่นั่มถูกชะตาและใส่ตะกร้าพาขึ้นรถแท็กซี่มาอยู่ด้วยกันทันที
ตอนสองเข้าบ้านพี่นุ่มและหนึมไปเที่ยวเชียงใหม่ พี่นั่มถ่ายรูปสองนอนเหยีดยาวส่งภาพมือถือไปให้ดู เราดูกันไม่ออกว่าตัวอะไร เดาว่าเป็นหนู พี่นั่มไม่เฉลย แต่เอาสองใส่ตะกร้าพามาแนะนำตัวให้รู้จักกันครั้งแรกวันที่หนึมกับพี่นุ่มบินกลับมาที่สนามบินสุวรรณภูมิ

แม่และพี่นั่มพาสองไปฉีดวัคซีนตามที่กำหนด ต่อมาได้ไม่นานสองก็ท้องร่วง แม่และพี่นั่มรีบพาไปหาหมอที่ รพ สัตว์เล็กจุฬาฯ พอหมอรู้ที่มาของสองก็ส่ายหน้า บอกว่าหมาจากที่นี่มักไม่รอด มักจะเป็นหมาอ่อนแอไม่ได้รับการดูแลสุขภาพมาก่อน แต่พวกเราก็หลงรักสองเสียแล้ว และดูแลสองสุดฝีมือให้อยู่กับพวกเราต่อไป

สองหายดีในสองวัน และกลายเป็นขวัญใจของคุณย่า พ่อนั่ม ป้านุ่ม อาหนึม โดยเฉพาะคุณย่านั้นซื้อปลอกคอหลายสีหลากแบบมาให้สองเปลี่ยนใช้ แบบหรู แบบแนว แบบร็อค สองมีหมด สายจูงหลากสีและสายหนังอย่างดีไว้ไปข้างนอกโดยเฉพาะ
พี่นั่มซื้อหนังสือเรื่องสุนัขบางแก้วมาเต็มเลย และสองก็แสดงความเป็นบางแก้วตั้งแต่ยังตัวน้อยอายุแค่ 51 วัน ด้วยการขู่หวงอาหารและเมื่อรำคาญพวกเรา เห็นตัวเล็กขนหมาเด็กฟูฟ่องแต่ฟันเล็กๆนั่นคมกริบเลยนะจะบอกให้
แม่ซื้ออาหารหมาเด็กเม็ดเล็กๆมาให้สอง และนมแพะกระป๋อง และชามอาหารเล็กๆหลากสีเยอะมาก สองชอบอาหารหมาสูงวัยกลิ่นแรงของมอมและกลับมากกว่า เวลาให้อาหารสองจึงต้องให้ก่อนในห้องน้ำปิดประตูอย่างดี ส่วนมอมและกลับต้องระเห็ดออกไปกินข้าวข้างนอกบ้าน พอสองกินเสร็จก็ต้องรอให้มอมและกลับกินอิ่มแล้ว และรีบเก็บอาหารที่เหลือแล้วค่อยปล่อยสองออกมา ไม่งั้นสองจะมาลุยกินของมอมและกลับ จะชิงหยิบหนีสองก็จะขู่กรรโชค ต้องฝึกกันอีกมากเพื่อลดนิสัยดุนี้
วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552
สองทะเลาะกับมอม
มอมขาหลังไม่ค่อยดีตอนบั้นปลายชีวิต ส่วนกลับขาหลังไม่ดีมาแต่เด็ก เจอสองเข้าถึงกับเครียด ทุกครั้งที่ปล่อยสองออกไปวิ่งเล่นในสวนจึงต้องมีผู้ควบคุมความประพฤติของสองไปด้วยทุกครั้ง แต่ความไวของบางแก้วรุ่นจิ๋วก็ตามห้ามไม่ทันเหมือนกัน
หนนึงสองอาเจียนออกมา แล้วมอมเดินเตาะแตะ(ด้วยความชรา)เฉียดเข้าไปใกล้ สองหวงอาเจียนของตัวเอง (อย่าเพิ่งแหวะ ปกติหมาจะกินกลับเข้าไป) เลยได้ทะเลาะกันกับมอม บางแก้วพันธุ์แท้วัยโจ๋ไม่เจียมตัว เลยโดนบางแก้วผสมวัยดึกกัดหน้าเขี้ยวจมร้องเอ๋งดังลั่น แผลนี้ลึกนัก สองหน้าบวมต้องพาไปหาหมอล้างแผลกันทุกวัน อันเป็นที่มาของการใส่ลำโพง (collar) หนแรกของสอง

ด้วยความเป็นเด็กร่าเริงสองเลยใส่ลำโพงโดยไม่ระอาใจนัก ใส่วิ่งเล่นในบ้านในสวนสบายๆไม่มีรำคาญ สองเป็นที่รู้จักกันดีที่โรงพยาบาลสัตว์เล็กจุฬาฯ ด้วยลาย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




