วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552

บันทึกการรักษาโรคมะเร็งปอดของแม่ สิงหาคม 2008 ตอนที่ 4






อาทิตย์ 17 สิงหาคม 2551
เช้าวันเกิดหนึม หนึมตื่นขึ้นมาตอน 4.00 น จะมาหรี่แอร์ห้องที่พี่นุ่มและพี่นั่มนอน แต่พี่นั่มตื่นมาเห็นก็ร้องเพลง happy birthday เลย พี่นุ่มตื่นมาพี่นั่มก็ชวนร้องด้วยเลย หนึมดีใจมาก แล้วกลับไปนอนต่อ แต่พี่นั่มนอนไม่หลับเลยนั่งทำคอมพ์ พอ 5.00 น พี่นุ่มและพี่นั่มช่วยกันตื่นมาอุ่นอาหารที่ซื้อที่ตลาดนัดเมื่อวาน เพื่อใส่บาตรวันเกิดที่ 38 ปีของหนึมรวมใส่บาตรพระ 9 องค์ เสร็จแล้วลงไปที่หน้าโรงพยาบาลตอน 6.00 น ตามที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลบอกว่ามีพระมารับบาตรตอนเช้า เช้านี้มีคนรอใส่บาตรอยู่ 1 คนเขาบอกว่าพระที่มามีน้อยรูป หนีมได้ใส่บาตรที่นี่แค่ 1 รูป จึงตัดสินใจเอาอาหารใส่รถไปวัดอรุณกับพี่นุ่ม ส่วนพี่นั่มไปรอ ที่หน้าห้อง ccu เพื่อจะเข้าไปหาแม่ได้ตั้งแต่เวลาเปิดตอน 8.00 น

หนึมกับพี่นุ่มใส่บาตรที่หน้าวัดอรุณฯ พระให้พรหลายรูป และกลับเข้าไปที่บ้าน หยิบข้าวของ ดูแลสอง ให้อาหาร วางน้ำดื่ม และให้ขนม 1 ชิ้น สองทำท่าชอบใจที่ได้ขนมและทำหน้างงเมื่อหนึมและพี่นุ่มถอยรถออกไปอีกแต่เช้า

กลับมาที่โรงพยาบาล เข้าห้อง ccu พร้อมกัน ภาพที่พวกเราเห็นคือแม่นั่งอยู่บนเตียงในห้องccu มีสายระโยงระยางมากมาย แต่กำลังรับประทานซุปใส มีคุณพยาบาลดูแลอยู่ แม่หันมาเห็นหนึมและพูดเป็นสิ่งแรกว่า ใส่บาตรหรือยัง แม่ถามคุณพยาบาลให้แล้ว บอกว่ามีพระมารับบาตรที่หน้าโรงพยาบาล หนึมตื้นตันใจและซาบซึ้งในความมีเมตตาของแม่เป็นที่สุด ในเวลานี้ที่แม่ยังเจ็บปวดตัวเพิ่งฟื้นจากผ่าตัด แม่ยังห่วงหนึมมากกว่าห่วงตัวเอง แม่มีลูกอยู่ในใจเสมอ (เรื่องนี้เมื่อพูดถึงกันภายหลัง แม่บอกว่าจำไม่ได้ เข้าใจว่าขณะนั้นยังอยู่ในฤทธิ์ยาต่างๆไม่ได้รู้สึกตัวขนาดที่จะจำอะไรได้มาก)


พี่หมู สนั่น ลูกน้องเก่าแก่ที่ AIA ของแม่ หิ้วตะกร้ารังนกมาเยี่ยมแม่คนแรกเลย เข้าไปในห้อง ccu ด้วย พี่หมูคุยอยู่นาน และออกมาคุยให้กำลังใจพวกเราด้วย บอกว่าแม่ก็เป็นเหมือนแม่ของพี่หมูคนหนึ่ง จากนั้นไม่นานก็ได้ย้ายแม่ขึ้นมาชั้น 15 คุณอ้อมเดินตามมาติดอุปกรณ์ต่างๆให้ที่ห้องแม่ด้วย พยาบาลที่ชั้น 15 ติดเครื่อง suction ที่ติดกับตัวแม่ไม่เป็น พอเปิดเครื่องดูดมันทำให้แม่เจ็บมาก แม่ไม่ค่อยสบายใจ พยาบาลก็ถามกันไปมา ในที่สุดเขาไปตามคุณอ้อมมาอีกทีและมีคุณพยาบาลดูอาวุโสกว่าอีกคนจาก ccu มาช่วยจนเรียบร้อย แม่บอกเขาว่าอยากกลับลงไปอยู่กับเขาเพราะพวกเขาดูแลแม่ดีมาก
พอกลับห้องเรียบร้อยแล้ว คุณแม่น้องออ น้องออ จิต และฮั้วก็มาถึงเลย พร้อมด้วยกระเช้าผลไม้ให้แม่ และเครปเค้ก 4 ชิ้นให้หนึมทานในวันเกิดกับครอบครัว อยู่กันครู่หนึ่งก็กลับ เพราะพวกเราเองก็อยากอยู่ใกล้ชิดดูแลแม่ซึ่งปวดมากหลังจากขึ้นมาจาก ccu เพราะหมอให้หยุดยาแก้ปวดเข้าสายน้ำเกลือ เพื่อให้ร่างกายเริ่มทำงานตามปกติ แต่ให้ยาแก้ปวดมื้อละ 2 เม็ดหลังอาหาร

บ่ายๆพี่สา พี่กิ่งและหลานโอ๊คมาเยี่ยม แต่แม่เหนื่อยมากและปวดแผลมาก หลับไปแล้ว เลยปิดห้องนอนแม่ และให้พี่ๆและโอ๊คนั่งคุยกับพวกเราแทน พี่กิ่งก็บอกว่าเยี่ยมคนเฝ้าไข้น่ะแหละ เพราะอยากให้กำลังใจ และสอนท่าชี่กง ยืนกางขาเล็กน้อย จิกปลายเท้า ขมิบก้นและหน้าท้อง เหยียดแขนไปข้างหน้าและแกว่งกดลงซ้ำ พี่กิ่งบอกว่าพวกเราต้องทำร่างกายให้แข็งแรงเพื่อดูแลแม่

บันทึกการรักษาโรคมะเร็งปอดของแม่ สิงหาคม 2008 ตอนที่ 3

เสาร์ 16 สิงหาคม 2551
พี่นั่มมาถึงก่อนพี่นุ่มและหนึมจะตื่นเสียอีก แม่ตื่นเต้นและเงียบมาก คุณพยาบาลและผู้ช่วยมาอาบน้ำแม่ พยาบาลเอายานอนหลับมาให้แม่ทาน โชคดีคุณผู้ช่วยบอกว่าอย่างเพิ่งทานก่อนอาบน้ำ เดียวมึนศีรษะระหว่างอาบ เพราะสักครู่คุณพยาบาลวิ่งกลับมาบอกว่าหมอให้ไปทานยานอนหลับในห้องผ่าเลย แม่เลยกังวล เขาเปลี่ยนให้แม่ใส่ชุดสีเขียวสำหรับเข้าห้องผ่าตัดเลย เมื่อเลยเวลา 7.00 น ซึ่งเป็นเวลานัดลงไปห้องผ่าตัดก็ยังไม่มีใครมา แม่ใจหิ้ว จน 7.15 น. ผู้ชายในชุดสีเขียวก็เข็นเตียงมารับแม่ เขาหาที่ปีนขึ้นเตียงไม่เจอ แม่เลยเหยียบบนเก้าอี้โซฟาเกาะแขนพี่นั่มขึ้นเตียงเอง มีคุณพยาบาลจากที่ชั้น 15 ลงไปกับแม่ด้วย พวกเราตามไปส่งแม่ถึงชั้น 5 หน้าห้องผ่า พวกเราทุกคนผลัดกันจับมือแม่ และบอกแม่ว่าสู้ๆ และเราจะรอแม่จนแม่ออกมาอีกครั้ง


มีเด็กผู้ชายอยู่ในห้องรอหน้าห้องผ่าตัด เปิดทีวีเสียงดัง พวกเราจึงเลือกนั่งที่เก้าอี้ข้างหน้าสีเทาแทน พอเด็กคนนั้นไปแล้วคุณพยาบาลที่เดินผ่านก็เปิดไฟในห้องและให้เราเข้าไปรอในนั้น พี่นั่มเอา Mac ออกมาใช้ พี่นุ่มเดินไปมา ดูทีวีบ้าง และหนึมเดินจงกรมสลับกับไปดูทีวี หน้าห้องมีรูปปั้นพระแม่มารียืนเหยียบงู ใบหน้าของท่านดูสงบและอ่อนโยน หนึมดีใจที่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้พึ่งพิงในสถานที่ที่เราต้องการที่พึ่งทางใจที่สุด

พี่นั่มจับเวลาตั้งแต่แม่เข้าห้องผ่าตัด และคอยบอกพวกเราเมื่อผ่านไปแต่ละชั่วโมง ข้างนอกหนาวมาก ในชั่วโมงที่ 3 ของการผ่าตัด พวกเราผลักเวรกันออกมาเดินนอกห้องคอยดูว่าเมื่อไหร่แม่จะออกมา

หนึมคอยเดินไปส่องผ่านรอยต่อของฟิล์มฝ้าที่ติดกระจกประตูห้องผ่าตัด ซึ่งเป็นประตู 2 ชั้น เพื่อมองเข้าไปข้างในว่ามีอะไรเกิดขึ้น และแม่จะออกมาหรือยัง

เวลาผ่านไปแล้วคุณหมอก็ออกมาก่อน บอกพวกเราว่าตัดมะเร็งออกไปหมดแล้ว เอาปอดออกไป 2 กลีบ เอาต่อมน้ำเหลืองออกไปด้วย ส่งต่อมน้ำเหลืองตรวจ จะรู้ผลอีก 2 วัน ว่าที่ต่อมน้ำเหลืองมีมะเร็งและมีการลามหรือเปล่า พวกเรา 3 คนขอบคุณหมอและดีใจมากที่แม่ปลอดภัย

แม่ออกมาจากห้องผ่าตัดตอน 11.00 น กว่าๆ คุณพยาบาลชุดเขียวของห้องผ่าตัดมีอายุหน่อยและใส่แว่นพาแม่ออกมา บนเตียง บอกว่าหมอให้แม่รู้สึกตัวแล้ว แม่มีสายระโยงระยางมาก และขมวดคิ้วด้วยความปวด มีหน้ากากอ็อกซิเย็นครอบ และแม่ร้องคราง หนึมสงสารแม่มาก เขาเข็นแม่ขึ้นลิฟท์ไปห้อง ccu พวกเราต้องลงลิฟท์ไปก่อนแล้วไปขึ้นลิฟท์อีกตัวเพื่อไปชั้น ccu ระหว่างนั้นอาอ้ายโทรเข้ามือถือพี่นุ่ม บอกว่ามาถึงแล้ว และจะมาอยู่เป็นเพื่อนพวกเรา พอดีอาอ้ายติดพบหมอของตัวเองเลยมาตอนเช้าไม่ได้

ไปถึงห้อง CCU แม่ได้ห้องตรงกับหน้า counter พยาบาลพอดี พวกเราอุ่นใจ รีบล้างมือเปลี่บนรองเท้าเขาไปอยู่กับแม่ แม่ยังไม่รู้สึกตัว พวกเราเลยมานั่งคุยกับอาอ้าย อาอ้ายเป็นหวัดเลยจะไม่เข้าไปเยี่ยมแม่ อาอ้ายอยู่กับพวกเรานานทีเดียว ตอนจะกลับบอกว่าหายแล้วจะมาเยี่ยมแม่ใหม่ หนึมดีใจมากที่อาอ้ายมาในเวลานี้ สำหรับหนึมแล้ว อาอ้ายเป็นเสมือนคนในครอบครัวและหนึมมีความทรงจำดีๆเกี่ยวกับอาอ้ายตั้งแต่เด็กมา พวกเราคอยสลับกันเข้าไปดูแม่จนในที่สุดคุณพยาบาลบอกว่าแม่รู้สึกตัวและถามหาพวกเรา แม่ดูสดใสขึ้นมาก มีคุณพยาบาลชื่ออ้อมดูแลแม่ดีมากๆ ที่นี้ผู้ป่วย 1 คนมีพยาบาลดูแลเลย 1 คน

บ่ายพี่นุ่ม พี่นั่ม และหนึม ไปทานข้าวกันที่ s&p พี่นุ่มช่วยซื้อข้าวเหนียวเครื่องเพื่อเป็นของหวานให้หนึมใส่บาตรวันเกิดพรุ่งนี้ หนึมซื้อข้าวเหนียวหมู 9 ชุด เป็นข้าวเหนียวหมู ซึ่งคนขายแถมให้ด้วย และได้ข้าวเหนียว 9 ห่อสุดท้ายพอดี บ่ายๆพี่นุ่มและพี่นั่มเฝ้าหน้าห้อง ccu และให้หนึมกลับมานอนที่ชั้น 15 หนึมสวดมนต์และเดินจงกรมแผ่เมตตาให้แม่และเจ้ากรรมนายเวรของแม่ พวกเราเข้าไปเยี่ยมแม่ครั้งละสั้นๆแต่บ่อยๆ และพวกเรา 3 คนนอนค้างที่โรงพยาบาล พี่นุ่มนอนที่โซฟา พี่นั่มนอนบนเก้าอี้ lazy boy ในห้องรับแขก หนึมนอนที่โซฟาในห้องนอนแม่ที่ชั้น 15

บันทึกการรักษาโรคมะเร็งปอดของแม่ สิงหาคม 2008 ตอนที่ 2

ศุกร์ 15 สิงหาคม 2551
เช้าวันศุกร์ทุกคนตื่นแต่เช้าตรู่ หนึมขนกระเป๋าของทุกคนขึ้นท้ายรถสีม่วงของพี่นุ่ม แล้วก็ล่ามเจ้าสองก่อนที่พี่นั่มจะถอยรถออก พอปิดประตูแล้วก็ปล่อยเจ้าสอง รีบมากจนลืมกระเป๋าของตัวเอง ไปโรงพยาบาลโดยไม่มีเงินไม่มีมือถือติดตัว ถึงโรงพยาบาลพี่นุ่มและแม่ลงไปติดต่อเรื่องห้อง ขึ้นมาเข้าห้องที่ชั้น 15 ซึ่งเป็นหอผู้ป่วยศัลยกรรม ได้ห้อง 1513 แม่บอกว่า “แหมได้เลขดี” หนึมถามว่าแม่กังวลไหม แม่บอกว่าหนึมก็รู้จักแม่ดี ว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจ แต่หนึมว่าแม่คงมีใจเสียบ้าง แต่แป๊บเดียวพี่นุ่มและพี่นั่มก็เดินเข้ามาบอกว่าทำการขอห้องชุดให้แล้ว จะใหญ่กว่ามาก แต่จะย้ายเข้าได้บ่ายๆ แม่ยิ้มออก เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจคลื่นหัวใจแม่ พี่นั่มเดินดูสถานที่แล้วเข้ามาเล่าว่าที่กระดานมีผู้ป่วยเขียนชมพยาบาลชั้นนี้เต็มไปหมด พวกเราดูอุ่นใจขึ้นกับโรงพยาบาลนี้ เพราะไม่เคยมีใครในบ้านมา admit ที่นี่มาก่อนเลย

หมอมาแต่เช้า 7 โมงกว่า ตรวจร่างกายแม่ และดูวิวห้องพัก บอกว่ามองไม่เห็น3 สะพาน หมอดูอารมณ์ดี สร้างความมั่นใจในการรักษาและไม่ให้กังวล พยาบาลเข้ามาเจาะเลือดและทิ้งเข็มไว้ที่มือซ้ายของแม่ พี่นั่มถ่ายรูปพวกเราไว้ทั้ง 4 คน ให้แม่ชูนิ้ว 2 นิ้วรูป victory และพูดว่า “สู้โว้ย” แบบน้องพรนักกีฬายกย้ำหนักโอลิมปิค

หนึมและพี่นุ่มถามคุณพยาบาลถึงห้องผ่าตัดและห้อง ccu ที่แม่ต้องไปนอนพักฟื้น 1-2 วัน แล้วเรา 2 คนก็ไปสำรวจห้องทั้ง 2 และกลับมาเล่าให้แม่ฟัง ให้แม่รู้ว่าระหว่างที่แม่ผ่าตัดเราจะอยู่ในห้องรอหน้าห้องผ่าตัดที่มีโซฟาและโทรทัศน์ที่ชั้น 4 ต้องลงลิฟท์ตัวขวามือของตึกลงไป ห้องผ่าตัดเป็นประตูกระจกติดฝ้ามองไม่เห็นข้างใน ไม่เหมือนที่โรงพยาบาลจุฬาฯที่เรามองเห็นพี่นุ่มแม้แต่ตอนที่เข็นเข้าไปนอนรอเข้าห้องผ่าจริงๆ และเมื่อแม่ฟื้นและย้ายไปห้อง ccu ชั้น 6 พวกเราจะรอในห้องรอหน้าห้อง ccu ส่งใจให้แม่ผ่าตัดโดยปลอดภัย

ได้ย้ายห้องไปห้อง 1507 ตอนเกือบๆ 17.00 น อยู่ปลายสุดของตึกใหญ่โตกว้างขวางมี 2 ห้องน้ำ มีที่ให้เรา 3 คนมานอนเฝ้าไข้ได้ตามที่แม่ต้องการโดยไม่อึดอัด หมอเลื่อนเวลาผ่าขึ้นมาเป็น 8.00 น ของวันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม คุณผู้ช่วยพยาบาลเข้ามา shave ที่รักแร้และหน้าอกแม่ และสวนทวารตอนเย็น แม่ให้หนึมเก็บกล่องน้ำยาสวนทวารไว้ไปซื้อเองบ้าง เพราะใช้ง่ายดี เจ้าหน้าที่ของที่นี่เป็นมิตร อารมณ์ดี และเอาใจใส่อย่างดีสมกับคำชม

พี่นุ่มซื้อดอกไม้ 1 แจกันมาให้แม่จากพวกเรา เป็นกำลังใจให้แม่ คุณจ๊อดเป็นคนแรกที่มาเยี่ยมก่อนผ่าตัดเสียอีก พร้อมด้วยแจกันดอกไม้จากคุณจ๊อดและคุณตั้ง คุณจ๊อดเคยรักษาตัวที่ห้องนี้ พี่นุ่ม แม่และเรายังมาเยี่ยมเลย แม่เอากุหลาบจามุนจากร้านอาหารแขกมาเยี่ยมคุณจ๊อดด้วยตอนนั้น คุณจ๊อดบอกแม่ว่าพยาบาลที่นี่ดูแลดีมาก และเล่าเรื่องการเข้าห้องผ่าตัดและความง่ายดายของการดมยา น่าจะช่วยให้แม่ผ่อนคลายความกังวลลงได้

พี่นุ่มกับหนึมนอนที่โรงพยาบาลเป็นเพื่อนแม่ พี่นุ่มนอนห้องรับแขก หนึมนอนโซฟาข้างเตียงแม่ พี่นั่มกลับบ้านไปดูแลสองและกลับและตื่นแต่ตี 4 ของวันเสาร์มาที่โรงพยาบาล

บันทึกการรักษาโรคมะเร็งปอดของแม่ สิงหาคม 2008 ตอนที่ 1


จันทร์ 11 สิงหาคม 2551
หลังจากหมอเกษมที่บำรุงราษฎร์วินิจฉัยและแจ้งผลว่าแม่เป็นมะเร็งปอด แม่หยุดสูบบุหรี่ทันที ทั้งที่ตลอดชีวิตมามีหนึมอยู่คนเดียว ที่พร่ำขอให้แม่เลิกสูบบุหรี่ โดยแม่บอกว่าแม่อายุมากแล้ว อีกไม่นานก็ตาย ขอตายอย่างมีความสุข ตอนนี้แม่หยุดบุหรี่ทันที ไม่มีทีท่าโหยหาอะไร

พี่นุ่ม พี่นั่ม และหนึมพาแม่ไปพบหมอวิชัย ที่คลินิคนอกเวลา ตึกภปร ชั้น 13 โรงพยาบาลจุฬา โดยมีคุณหมอมาวินกรุณาโทรติดต่อคุณพยาบาลและจองเวลานัดให้ก่อนแล้ว ไปถึงกันก่อนเวลานัดมากประมาณ 16.30 น. ของวันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม 2008 ยังไม่ค่อยมีผู้คนเลย เจอคุณพยาบาลเข้าคนหนึ่งปรากฏว่าเป็นคุณนันที่คุณหมอมาวินติดต่อให้พอดี คุณนันจัดการให้กรอกทำบัตรผู้ป่วยใหม่ บัตรเก่าของแม่เขาทิ้งประวัติไปนานแล้ว คุณนันคว้ามือเจ้าหน้าที่ผู้ชายคนหนึ่งไว้ ขอเงินจากพี่นั่มมา 20 บาทใส่มือผู้ชายคนนั้น และส่งใบสมัครทำบัตรผู้ป่วยให้เขาลงไปทำให้แม่ สักครู่หนึ่งเขาก็กลับขึ้นมาพร้อมบัตรผู้ป่วย คุณนันสั่งให้เรารีบไปยื่นบัตรที่แผนกศัลยกรรมคลินิคนอกเวลาที่ชั้น 6

พวกเรารีบหอบข้าวของผลจรวจและเสบียงไปยื่นบัตร ถึงกระนั้นก็ได้คิวเป็นรายที่ 6 มีคนมาหาหมอวิชัยกันมากทีเดียว คุณพยาบาลร่างใหญ่เป็นคนจัดคิว และคอยบอกทุกคนว่าหมอเข้าช้าหน่อยนะ และยิ้มให้ทุกครั้ง หมอมาตอน 18.00 น และตรวจผู้ป่วยก่อนหน้าแม่ไปอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่เป็นเรื่องติดตามอาการ

พวกเรา 3 คน พี่นุ่ม พี่นั่ม หนึม เข้าไปในห้องตรวจพร้อมกับแม่ มีพี่นุ่มคอยจดและช่วยถาม พี่นั่มและหนึมคอยช่วยหยิบผลตรวจต่างๆให้คุณหมอดู หมอเป็นคนจีนวัยน่าจะราวๆ 50 ปี รูปร่างไม่อ้วนไม่ผอม ใส่แว่น ดูมีเมตตาและตรงไปตรงมากระชับ ดูผลต่างๆด้วยความแคล่วคล่องและบอกว่าต้องผ่าออกมาดูทั้งก้อนเนื้อและต่อมน้ำเหลืองที่มีการโตกว่าปกติด้วย ถึงจะรู้ว่าเป็นมะเร็งขั้นไหน หมอเร่งให้ผ่า ขณะที่เตียงที่โรงพยาบาลจุฬาฯกว่าจะว่างอีก 2 สัปดาห์ หมอบอกว่าหมอสามารถให้ไปผ่าที่ รพ เซ็นต์หลุยส์ได้ หมอเองเข้าอีกที่ก็ที่บำรุงราษฎร์แต่เข้าวันอาทิตย์บ่ายวันเดียว พวกเราเลือกที่เซ็นต์หลุยส์ หมอรีบโทรจองห้องผ่าตัดให้เลย และเขียนจดหมายส่งตัวแม่ให้ทันที นัดผ่าเสาร์ที่ 16 สิงหาคม ก่อนวันเกิดหนึม 1 วัน แต่ให้เข้าไปเตรียมตัวตั้งแต่วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม 2551

หลังจากนั้น แม่เอาของขวัญวันเกิดใส่กระเป๋าเดินทางแบบเป้สีแดงดำ มอบให้หนึม จะให้หนึมเปิดของขวัญวันเกิดเดี๋ยวนี้เลย หนึมรู้ดีว่าแม่กังวลว่าอาจจะไม่ได้อยู่ถึงวันเกิดหนึมหากการผ่าตัดไม่ประสบผลสำเร็จ หนึมบอกแม่ว่า แม่จะออกจากห้องผ่าตัดมาดูหนึมเปิดของขวัญด้วยกัน หนึมจะเอาของที่แม่ให้ไปเปิดในวันเกิดที่โรงพยาบาล

กลางคืนก่อนนอน แม่จับมือหนึม และบอกว่า “จำไว้นะลูกว่าแม่รักลูก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นลูกต้องเข้มแข็งและอยู่ได้นะ” หนึมตอบแม่ว่าแม่ไม่ต้องห่วงอะไรเลย หนึมรักแม่ที่สุดในชีวิต และดีใจที่ได้เกิดเป็นลูกของแม่ และพวกเราทุกคนจะเป็นกำลังใจให้แม่รักษาตัวให้หายดี

เปลือกนอก หรือ เนื้อใน

การได้ใช้ชีวิตในวัยที่กำลังค้นหา และพัฒนาทัศนคติต่อโลกเป็นของตนเองในประเทศอังกฤษของหนึม ถือเป็นประโยชน์อย่างมาก หนึมใช้เวลาช่วงปิดเทอมทั้งปิดเทอมเล็กและปิดเทอมใหญ่ที่สหราชอาณาจักร ในส่วนของประเทศอังกฤษ ตั้งแต่อายุ 14 ปี และไปเรียนต่อที่นั่นเมื่อายุ 17 ปี จนถึงอายุ 24 ปี

การได้มองเห็นสิ่งแวดล้อมอีกแบบ ทำให้เกิดข้อสงสัยที่สืบสาวไปถึงเรื่องแนวคิดของผู้คนต่อ และการได้ยินคำถามจากคนเหล่านั้น ถึงสิ่งแวดล้อมแบบไทยๆของเรา ทำให้หนึมได้มีโอกาสมองย้อนกลับมาสู่สังคมเดิมของตนเอง และตั้งข้อสงสัยใหม่ๆไปด้วย

วันนี้จะว่าด้วยเรื่องเปลือกนอกและเนื้อใน

อังกฤษในยุคปี ปลายๆ 80 ต้นๆ 90 นั้น เป็นสังคมที่มีผู้คนหลายเชื้อชาติ ส่วนใหญ่มาจากประเทศอาณานิคมอันกว้างใหญ่ของสหราชอาณาจักรนั่นเอง เช่น อินเดิย ปากีสถาน ฮ่องกง และ ประเทศในอัฟริกา คนเหล่านี้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข แม้จะไม่ได้กลมกลืนกันเสียเลยทีเดียว (ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้มักจะอยู่อาศัยในย่านเดียวกันเป็นกลุ่มๆไป เหมือนในหลายๆประเทศ)

อังกฤษเป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรมพังค์ เราจะเห็นผู้คนเดินไปมาในทรงผมแปลกๆ โมฮ็อค สีสันแปลกๆอย่างแดง เขียว (คนยุคนั้นยังไม่ย้อมผมเพื่อแฟชั่น ส่วนใหญ่สีที่ย้อมก็คล้ายคลึงสีผมธรรมชาติ) การแต่งกายในเสื้อผ้าแบบแปลกๆ รุ่งริงรุงรัง หมุดหรือห่วงต่างๆบนใบหน้าร่างกาย การแต่งหน้า ทาปาก ทาเล็บด้วยสีดำสไตล์ก็อตทติค เป็นสิ่งที่พบเห็นเป็นเรื่องปกติ และผู้คนเคารพในความเป็นตัวตนของกันและกัน

การประท้วงเรื่องการใช้หนังและขนสัตว์มาเป็นเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับของมนุษย์มีอยู่บ่อยๆ ผู้ประท้วงจะมีแผ่นโปสเตอร์แสดงภาพการทารุณกรรมสัตว์เพื่อให้ได้มาซึ่งเครื่องนุ่งห่มและเครื่องประดับ แต่ไม่มีการชี้หน้าด่าว่าผู้คนที่เดินผ่านไปมาที่อาจจะยังคงใช้หนังและขนสัตว์กันอยู่บ้าง

คนอังกฤษบางส่วนรับประทานเจ มีร้านอาหารเจ แต่ไม่มีใครออกมาตราหน้าผู้คนที่ยังรับประทานเนื้อสัตว์ มีแต่การให้ข้อมูลเชิงบวกของการรับประทานเจ

การเคารพสิทธิส่วนบุคคลของกันและกัน (ขอเน้นว่าของกันและกัน ไม่ใช่เคารพเฉพาะสิทธิส่วนบุคคลของคนใดคนหนึ่ง แต่ละเมิดสิทธิของคนอื่น) เป็นเรื่องปกติ ในโรงพยาบาลแผนกที่รักษาเรื่องของสตรีบางโรงพยาบาล จะเรียกผู้ป่วยด้วยหมายเลขเท่านั้น ไม่แม้แต่จะเอ่ยชื่อผู้ป่วยออกมาให้รับรู้กันไปทั่ว

มหาวิทยาลัยที่หนึมเข้าไปศึกษา ตามรอยพี่นุ่ม มีการเปลี่ยนชื่อสถาบันและให้นักศึกษาและบุคลากรเลือกชื่อใหม่ อาจารย์ที่สอนส่วนใหญ่ยังคงเป็นคนผิวขาว หลากหลายวัย มีอาจารย์ที่มาสอนในเนคไท โบว์ไท ไปจนชุดเดินป่า และชุดหนังขี่มอเตอร์ไซค์ (อังกฤษหนาวและมีฝนตกอยู่แทบทั้งปี ผู้คนไม่ค่อยใช้มอเตอร์ไซค์ คนที่ใช้ก็จะใส่ชุดหนังแนบตัวและรองเท้าบูทหนังยาวถึงหน้าแข้งกันลมให้อบอุ่น) อาจารย์บางคนก็มาสไตล์พังค์ บางคนสไตล์นักวิชาการ บางคนสไตล์แม่บ้าน มหาวิทยาลัยนี้มีเครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอชให้นักศึกษาใช้เป็นร้อยๆตัวในห้องสมุด และมีชื่อเสียงระดับต้นๆของสหราชอาณาจักรในด้าน computer graphic และ การท่องเที่ยว

ที่นี่มีผู้คนเรียนจากทั่วประเทศและจากอีกหลายประเทศ (แม้ในยุคนั้นนักเรียนต่างชาติจะไม่มากเท่าปัจจุบัน) มีผู้เรียนที่พิการทั้งแบบแค่เดินขโยกเขยก นั่งรถเข็นไฟฟ้า และแบบที่ใช้ทั้งขาและมือเทียม และ มีนักเรียนหลากหลายฐานะ และหลากหลายอายุ เราจะเห็นคนในวัย 40 – 50 ปี เรียนร่วมกับคนที่เพิ่งจบมัธยมศึกษามาเป็นเรื่องปกติ และได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในห้องเรียนกัน

ตั้งแต่ยุคนั้นแล้วที่พวกเราต้องเข้าไปยืมหนังสือจากห้องสมุดอ่านล่วงหน้าก่อนเข้าเรียน (หนังสือแพงมาก นักศึกษาส่วนใหญ่ยืมห้องสมุด หรือซื้อหนังสือต่อจากรุ่นพี่) บางวิชาอาจารย์จะมีข้อมูลในแผ่น disc (สมัยนั้นเราใช้ floppy disc) ไว้ที่ห้องสมุดให้นักศึกษาไปยืมและ print อ่านก่อนเข้าเรียน หรือ print โจทย์ของ assignment ต่างๆเพื่อไปทำส่ง การเรียนส่วนใหญ่คือการอ่านแล้วมาถกเถียงแสดงความเห็นหรือทดสอบสมมุติฐานในห้องเรียนที่มีอาจารย์เป็นผู้นำการถกเถียง

มีบ้างที่เราต้องทำสำเนาจากหนังสือในห้องสมุด เราสามารถทำการสำเนาหนังสือในเครื่องสำเนาในห้องสมุดโดย scan barcode ของหนังสือเล่มนั้นก่อน เพื่อทางมหาวิทยาลัยจะไปจ่ายค่าลิขสิทธิ์กับเจ้าของลิขสิทธิ์หนังสือเรียนเหล่านั้น

การใช้ชีวิตจึงเป็นการรู้หน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง และเคารพตนเองและเคารพผู้อื่น และการมองทะลุเปลือกนอกที่เห็นด้วยตา ให้เข้าไปถึงสิ่งที่เป็นแก่นสาร

หมายเหตุ ที่เขียนเรื่องนี้เพราะตั้งแต่กลับมาอยู่เมืองไทยได้ 10 กว่าปีแล้ว หนึมได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เห็นได้ชัดว่าเปลือกนอกเป็นสิ่งสำคัญมากกว่าหรือเป็นสิ่งเดียวที่สำคัญ และการบกพร่องในเปลือกนอกที่ตัดสินโดยผู้คนต่างมุมมอง ถือเป็นเรื่องใหญ่และบดบังความสำคัญและการเข้าถึงเนื้อในโดยสิ้นเชิง

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

หนังสืองานศพ

หนึมชอบอ่านหนังสือที่ระลึกงานศพ ทั้งที่เป็นผู้มีชื่อเสียงหรือไม่ก็ตาม ที่ระลึกเหล่านี้มักมีเรื่องราวที่จะไม่ปรากฏในที่อื่น และมีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย ทั้งในด้านสังคม และความรู้ด้านต่างๆ


หนังสือที่ระลึกงานศพที่หนึมประทับใจมากและเป็นเล่มแรกที่ได้อ่านในชีวิตคือหนังสืองานศพของพ่อนั่นเอง ด้วยความที่พ่อเสียตั้งแต่หนึมอายุแค่ 7 เดือน หนึมจึงได้รู้จักพ่อจากหนังสือเล่มนี้เอง จากคำบอกเล่าของญาติๆ เพื่อนของพ่อ และของแม่ และความที่พ่อเป็นนักเขียนด้วย หนึมก็ได้รู้จักชีวิตของพ่อจากเรื่องสั้นของพ่อที่แม่ได้รวบรวมไว้ในหนังสืองานศพนี่เอง

อีกเล่มที่หนึมอ่านรวดเดียวจบคือหนังสืองานศพศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุด แสงวิเชียร หนึ่งในคณะกรรมการฝ่ายแพทย์ ผู้ชันสูตรพระบรมศพรัชกาลที่ 8 และเป็นผู้เขียนบันทึก เรื่อง "เมื่อข้าพเจ้าเข้าไปเกี่ยวข้องกับกรณีสวรรคต"

หลายๆเหตุการณ์ในอดีต ถูกมอง ตีความ และวิพากย์วิจารณ์ จากคนในยุคปัจจุบัน ด้วยรูปแบบการดำเนินชีวิต คุณค่าทางสังคมที่เปลี่ยนไปแล้ว การตีความจึงผิดเพี้ยนไปจากความจริง และบางครั้งก็เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้คนในอดีตอยู่มาก หนึมเห็นว่า การมองเหตุการณ์และผู้คนในอดีตอย่างที่เป็นจริง ก็ควรจะต้องทำความเข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ และคุณค่าของคนในยุคนั้นๆเสียก่อน ก่อนที่คนอย่างเราๆจะเริ่มตีความและวิพากย์วิจารณ์ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการวิพากย์วิจารณ์องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ที่คนในยุค 2500 กว่าปีล่วงมา ที่ไม่ได้คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและสังคมในยุคของพระองค์ท่าน ตีความและวิพากย์วิจารณ์ต่างๆกันไป

หนึมเพิ่งได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการจัดทำหนังสือที่ระลึกงานศพเป็นครั้งแรก ให้กับกัปตันชาติชาย ปั้นสุวรรณ หรือพี่เปิ้ลของน้องๆที่บริษัท Bangkok Airways เมื่อทราบถึงการเสียสละชีวิตเพื่อให้ลูกเรือและผู้โดยสารเที่ยวบิน PG 266 กระบี่-สมุย รอดปลอดภัยเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา ก็ยิ่งรู้สึกเต็มใจในการทำหนังสือเล่มนี้ให้ออกมาทันงานพระราชทานเพลิงศพในวันที่ 10 สิงหาคม 2552 แม้จะมีอุปสรรคอยู่มาก (ส่วนใหญ่เป็นอุปสรรคว่าด้วยปากของคน)

เสียดายด้วยข้อจำกัดทั้งปวง หนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้สื่อถึงความเป็นตัวตนของพี่เปิ้ลให้คนรุ่นหลังได้รู้จัก และเรียนรู้ ชีวิตที่มีแต่ผู้คนเคารพรัก และชีวิตที่เห็นแก่ผู้อื่นเหนือชีวิตตนไม่ได้ถูกบันทึกไว้ หนึมได้แต่เลือกพระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ที่ ๑๙ เรื่องวิธีสร้างบุญบารมี มาเป็นหนังสือที่ระลึกให้กับพี่เปิ้ล ด้วยความร่วมมือในการเรียบเรียงคำอาลัย ตกแต่ง และ ประสานงาน ของน้องออ ตูน เกด อ้น(แนน) และอัต เป็นสิ่งสุดท้ายที่เราทำอย่างเต็มความสามารถ ให้กับสภาพบุรุษที่พวกเราได้มีโอกาสรู้จักน้อยนัก

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สองไปหาหมอ














สองมีเหตุให้ต้องไปหาหมอบ่อยตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ฉีดวัคซีนตามระยะ ก็มีครั้งที่เข้าบ้านใหม่ๆแล้วท้องเสีย แล้วก็มาตอนที่มีเรื่องกับมอมจนโดนกัดหน้าทะลุเป็นรูต้องให้หมอล้างแผลทุกวันอยู่ช่วงหนึ่ง


สองมีเหตุให้ไปหาหมออีกเพราะขนร่วงเมื่ออายุขวบกว่าๆ พวกเราผลัดกันพาสองไปหาหมอที่โรงพยาบาสลสัตว์เล็กจุฬาฯ ตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2551 เดือนละครั้ง โดยมีคุณหมอมีนาเป็นผู้ดูแล

ว่าแล้วต้องเล่าเรื่องโรงพยาบาลสัตว์เล็กจุฬาเสียหน่อย คลินิคผิวหนังเปิดเฉพาะบางวันจำนวนผู้ป่วยในวันสุดสัปดาห์จึงมโหฬารมาก ครั้งแรกๆพี่นั่มกับหนึมไปถึงโรงพยาบาลใกล้เวลาคลินิคเปิด หยิบบัตรคิว แล้วลงเอยนั่งรอตั้งแต่ 8โมงเช้าเข้าตรวจตอนเกือบๆบ่าย 4 โมงเย็น เซ็งเป็ดกันทั้งคนทั้งหมา

โรคภูมิแพ้ของสองใช้เวลารักษาต่อเนื่องกว่าจะเห็นผล น้องหมาป่วยตัวอื่นๆก็ไปกันเป็นปีๆทั้งนั้นเลย หนึมเลยค่อยๆขยับเวลาในการออกจากบ้านไปหยิบบัตรคิว มีแม่บ้าง พี่นั่มบ้างตื่นไปเป็นเพื่อน เพราะต้องตื่นไปหยิบบัตรคิวกันตั้งแต่เที่ยงคืน!!! และไปมาเกือบปีเคยได้เบอร์ 1 แค่หนเดียว!!!

บัตรคิวนี้เป็นบัตรกระดาษเขียนเบอร์ธรรมดา มีรูเจาะเสียบไว้กับแท่นเหล็ก ใครไปหยิบบัตรคิวก็เอาใบนัดที่เราได้มาจากโรงพยาบาลล่วงหน้าแล้วไปหนีบเข้ากับบัตร แล้วเอาเอกสารและบัตรคิวใส่เรียงในตะกร้าไว้ ตัวหนีบนี้บางทีไปถึงก็หมด (ขนาดไปก่อนไก่โห่นะเนี่ย) ก็ต้องติดไปเองบ้าง เอาไปให้คนอื่นเลยหลายๆตัวบ้าง

และหลายครั้งที่เบอร์คิวหายไปจากแท่น และไม่มีเอกสารใดๆอยู่ในตะกร้าคิวเลย แปลว่าอะไร แปลว่าคนที่หยิบบัตรคิว หยิบไปให้คนอื่น หยิบไปให้เจ้าของสุนัขที่จะเอาใบนัดมาเสียบทีหลังและได้คิวต้นๆ ไม่ต้องถ่างตาตื่นมาแต่เช้าแต่อย่างใด เอ๊ะ ใครเป็นผู้โชคดีเหล่านี้นะ เจ้าของหมาคนหนึ่งที่เคยพูดคุยเป็นมิตรกันและแกเอาบัตรคิวมาแจกให้เราครั้งหนึ่งบอกว่า แกจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลให้หยิบบัตรคิวไว้ให้ หลายๆใบ แล้วแกก็มาก่อนคลีนิคเปิดเล็กน้อยได้คิวต้นๆไป หยิบมาเผื่อคนอื่นๆด้วยนะ จะบอกให้









ด้วยความที่หนึมมักเป็นคนไปเอาบัตรคิวแต่เช้าตรู่ พี่นุ่มมักจะอาสาไปเป็นเพื่อนพี่นั่มช่วงที่เอาสองออกไปหาหมอ บางทีสองก็ติดรถหนึมไปด้วยตอนไปเอาบัตรคิว วันที่ได้ออกไปหาหมอสองจะชอบมาก ได้นั่งรถออกไปชมเมือง ได้ไปเจอเพื่อนๆกลิ่นแปลกๆที่โรงพยาบาล ป้านุ่มของสองใจดีให้สองไปหาหมอในรถของป้านุ่มทุกครั้ง เพราะคันใหญ่หน่อย มีพื้นที่ให้สองปีนเล่นไปมาไม่เบื่อเวลารถติด

ป้านุ่มของสองก็ได้ไปฝึกขันติบ่อยๆ เพราะป้าต้องรอจ่ายเงินค่ารักษาและค่ายาครึ่งค่อนชั่วโมงเป็นประจำ ขณะที่สองไปเดินผ่อนคลายหลังพบหมอที่สวนด้านหลังโรงพยาบาลกับพ่อนั่ม




ผ่านมาเกือบปีคุณหมอมีนา ที่เป็นเหมือนเทพธิดา ทำให้สองกลับมาขนฟูได้ดังเดิม หมอมีนาทำงานไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย พักเที่ยงคือการนั่งตักข้าวทานหลังห้องตรวจ ไม่เคยหยุดพักจนกว่าจะตรวจน้องหมาตัวสุดท้ายในคิว หมอต้องคอยสอนนักศึกษาที่ผลัดกันมาฝึกปฏิบัติที่นี่อีกด้วย

หมอมีนาตรวจละเอียดมาก ดูผิวหนังก็ดูจริงๆ แตะดู (ต้องมัดปากสองก่อนนะคะ) ให้สองหงายท้องให้ดู จนหมอพบว่าสองมีอัณฑะข้างเดียว อีกข้างอยู่ในช่องท้องและต้องผ่าตัดเอาออก เพราะอาจเป็นอันตรายทีหลังได้ หมอมีนาเชิญหมอผ่าตัดมาดูและนัดผ่าให้สองได้อย่างรวดเร็ว

สองจึงต้องไปกินยานอนหลับ แล้วก็สลบไปก่อนเข้าห้องผ่าตัด พวกเราไปรอสองตลอดการผ่าตัด และเมื่อสองฟื้นขึ้นมาก็ตัวสั่นมาก เราต้องรีบเอาผ้าไปห่ม หมอบอกว่าอุณภูมิร่างกายของสองตกลงระหว่างผ่าตัดเป็นเรื่องปกติ แป๊บเดียวสองก็ลุกขึ้นเดินได้สบายๆในคอลล่า เพราะเคยใส่มาตั้งแต่เด็ก และกลับบ้านพร้อมกลับการปิดฉากโอกาสจะเป็นพ่อหมาไปโดยปริยาย พ่อ ป้า และ อาเลือกจะเป็นโสดสองก็เลยลงเอยแบบเดียวกัน



ตอนนี้สองเป็นหมาฟู ร่าเริง อยู่ในสวนป่า อ้วนขึ้นเล็กน้อย มีคุณย่าคอยให้ยา ทุก 2 วันเว้น 1 วัน และให้อาหารตรงเวลาเป๊ะทุกวัน และหวังว่าจะหายจากโรคภูมิแพ้ในที่สุด

2 ภาพสุดท้ายนี้ให้เห็นตอนสองขนร่วง จนเห็นเนื้อสะโพก อีกภาพคือภาพเมื่อกินยามาได้จะครบ 1 ปี ขนฟู ตอนนี้พี่นั่มต้องคอยตัดขนที่เท้าให้ประจำ กิจกรรมซึ่งสองแสนจะรำคาญ





วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วิปัสสนา 4 วันได้อะไร

เมื่อปีที่แล้วตอนที่แม่กำลังรักษาตัว หนึมใช้เวลาแทบจะตลอดเวลายกเว้นตอนไปทำงานอยู่กับแม่ หลังเลิกงานก็กลับไปนอนโรงพยาบาล เสาร์อาทิตย์ไม่อยากไปไหนนอกจากอยู่กับแม่

ตอนนั้นหนึมคิดว่าเมื่อแม่หายดีแล้ว และการไปหาหมอเพื่อตรวจติดตามชัดเจนเรื่องความถี่ต่างๆแล้ว หนึมจะไปปฏิบัติธรรมให้แม่ ไม่ได้เป็นการบนบานอะไรเพราะหนึมไม่ชอบบน แต่อยากสร้างกุศลให้แม่ รีบจองแต่ต้นปีโดยเลือกไปหลังวันเกิดแม่ โดยชวนจิตและตูนไปเป็นเพื่อน พวงพัชรทราบข่าวทีหลังก็จองตาม และลงเอยเป็นคนเดียวที่ได้ไปกับหนึมเมื่อกำหนดการเดินทางมาถึงเมื่อพฤหัสที่ 23 กค 2552 ที่ผ่านมา

โพธิปักขิยธรรมสถาน นี้พวงพัชรเป็นคนแนะนำให้หนึมรู้จัก อยู่ที่จังหวัดสระบุรี ขับไปง่ายๆสบายๆไม่นานจากกรุงเทพ อยู่ลึกจากถนนใหญ่มากและรายล้อมด้วยภูเขา ทางไปเป็นถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ต้องตั้งใจใช้สติขับดีๆ และเมื่อหนึมเข้าไปดูใน web ของโพธิปักฯพบว่าสัญลักษณ์ของมูลนิธิวิปัสนามิตรภาพผู้ก่อตั้งและดูแลสถานที่แห่งนี้เป็นรูปบัว 4 เหล่า เข้าทางกันตั้งแต่เรื่องบัวเพราะหนึมชอบปลูกบัว







คืนก่อนเดินทางหนึมเพิ่งได้รับหนังสือที่สั่งไว้ทางไปรษณีย์ เป็นเรื่องบัวของ ดร เสริมลาภ เจ้าของปางอุบลที่หนึมไปรับความรู้และพันธ์บัวมานั่นเอง หนึมยังไม่ทันมีเวลาเอิบอิ่มกับความรู้และภาพสวยๆของหนังสือเล่มหนาทั้ง 2 เล่มก็ต้องไปปฏิบัติธรรมเสียแล้ว

เมื่อไปถึงแล้ว ตลอด 4 วันนั้นหนึมลืมเรื่องหนังสือไปเลย ได้อยู่กับปัจจุบันจริงๆ ในบรรยากาศสบายเนื้อสบายตัวและสบายใจ
ที่นี่มีพระวิปัสนาจารย์คือพระมหาเหล็ก จนทสีโล และผู้ช่วยวิปัสนาจารย์คือ พระมหาบุญทัน รตนปัญโญ และในรุ่นที่หนึมไปนี้มีพระอาจารย์พัฒนพงศ์มาช่วยอีกรูป ทั้ง 3 รูปมีเมตตามาก ให้เวลาและใส่ใจในผู้ปฏิบัติอย่างแท้จริง พระมหาเหล็กท่านเน้นให้พวกเราปฏิบัติ ไม่เน้นพิธีการ คือให้จับแก่น ฝึกให้เป็น มุ่งสู่การพ้นทุกข์เป็นหลัก ด้วยภาษาง่ายๆ ชาวบ้านเข้าใจ มีศัพท์ธรรมบ้างที่จำเป็น และตรงประเด็น

พระมหาบุญทันนั้นเป็นลูกศิษย์พระมหาเหล็กและอายุยังไม่มาก แต่ลองฟังท่านแล้วจะรู้ว่าท่านพูดจากการปฏิบัติจริง และเทศน์อย่างอารมณ์ดี ช่วยผ่อนคลายขณะที่ผู้ปฏิบัติเกร็งๆเซ็งๆได้มาก

พระอาจารย์พัฒนพงศ์เป็นลูกศิษย์พระมหาเหล็กเช่นกันแต่อายุมากหน่อย ท่านเมตตาเล่าเรื่องของตนเองเป็นแบบอย่างให้พวกเราฟังบ่อยๆ ถึงความผิดพลาด ความหลงต่างๆ กว่าจะมาถูกทางของท่าน เป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติได้ดี

ส่วนสถานที่ก็สบายเหมือนอยู่โรงแรม พักเดี่ยวบ้าง คู่บ้าง 3 – 4 คนต่อห้องพัก 1 หลังบ้าง ถ้าคนมามากและจองช้าก็ถึงจะได้นอนห้องรวม แต่ทุกห้องมีห้องน้ำในตัว มีเตียง 1 เตียงต่อห้องที่เหลือมีเสื่อหมอน ผ้าปู ผ้าห่ม ให้ยืม พัดลม 2 ตัว ขาดก็แต่แอร์และเครื่องทำน้ำร้อน

อาหารการกินก็ไม่แพ้โรงแรม ทั้งที่เป็นเงินของผู้บริจาคล้วนๆที่นี่มีอาหารการกินดีมาก เยอะไปหมด ทานอาหาร 2 มื้อในถาดหลุม เดินตักเอาเอง มีให้เลือกมากจนผู้ปฏิบัติบางคนลืมบทถวายข้าวพระพุทธที่สวดก่อนทานข้าว ท่อนที่ว่า “เราจะรับประทานอาหารนี้เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่เพื่อปฏิบัติธรรมความดี มิใช่เพื่อกิเลส” เพราะเห็นตักเอาๆหลายรอบ กว่าจะตักก็พิจารณาอาหารมาก แต่พิจารณาว่าตักชิ้นไหนดี กี่ชิ้นดี ไม่ได้พิจารณาว่าเป็นสิ่งที่เข้าไปไม่กี่ชั่วโมงก็ออกมาแล้ว

การปฏิบัติหนนี้หนึมได้พบแนวทางที่เหมาะกับตัวเองอย่างมาก เป็นแนวทางที่อาศัยการกำหนดบัญญัติอาการของจิตและของกาย การกำหนดนี้กำหนดตามอาการจริงเท่านั้น ไม่กำหนดล่วงหน้า หรือกำหนดเพื่อหน่วงนำ เช่น ลุกจากที่นั่งก็กำหนดลุกหนอ ถ้าสังเกตุจิตใจเราได้ไวจะเห็นอีกว่าก่อนลุกเราต้องมีความอยากลุก ก็ต้องกำหนดว่าอยากลุกหนอ เห็นจิ้งจกที่ประตูกระโดดตอนเปิดบานประตู กำหนดว่าตกใจเพราะตกใจจนหัวใจเต้นตุ๊บๆ ถ้าจิตเราไวจะสังเกตุได้ทันว่าก่อนจะตกใจเราต้องมองเห็นจิ้งจกก่อน ก็ต้องกำหนดว่าเห็นหนอ แต่ถ้ากำหนดไม่ทันก็ไม่ทัน ไม่ต้องไปกำหนดย้อนหลัง กำหนดนี้เพื่อให้เรารู้ปัจจุบันเท่านั้น 2 ตัวอย่างนี้อ่านแล้วลองไปสังเหตุตัวเองดู บางทีจะเห็นว่าเราสังเกตุไม่ทันต้นจิต คือกว่าจะสังเกตุได้จิตไปไหนๆแล้ว จิตสั่งกายให้ลุกไปแล้ว จิตกระเพื่อมจนตกใจไปแล้ว ถูกโลภะ โทสะ โมหะกินไปแล้วถึงจะสังเหตุ ถึงจะกำหนดทัน เห็นไหมว่าจิตเราไวแค่ไหน

อีกตัวอย่าง ได้ยินคนดุบ่นต่อว่า กำหนดทันว่ายินหนอไหม หรือนู่น ใจไปแล้วว่า “มาบ่นว่าอะไรอีกนะ น่ารำคาญ ตัวเองดีเก่งซะเต็มประดาละมาบ่นมาว่าเรา ฯลฯ” ทั้งๆที่ถ้าเราแค่ฟังแล้วสามารถกำหนด ยินหนอ ถัดมาก็คิดหนอ อารมณ์จะไม่มาก่อกวน แล้วจะคิดเป็นเหตุเป็นผลได้สบายๆ ไร้ซึ่งการปรุงแต่ง กิเลศไม่ได้เอาไปกิน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างจะดี

ทำไมต้องกำหนด ลูกศิษย์หลวงพ่อปราโมทย์อย่างพวงพัชรและหนึมถาม พระมหาบุญทันตอบตอนเมตตาเรียกหนึมไปพบเพื่อแก้ไขสภาวะบางอย่างตั้งแต่วันแรก และพระมหาเหล็กก็ได้อธิบายส่วนนี้ไว้ว่า จิตเราไวมาก เราจะพลั้งเผลอบ่อยครั้งมาก ถ้าจิตไม่เข้มแข็งการไม่กำหนดอาจทำให้เราหลุดได้ คือเผลอไม่ตามดูตามรู้ หรือรู้ไม่ทัน และไม่รู้ตัวด้วยว่ารู้ไม่ทัน หลวงพ่อปราโมทย์ท่านฝึกสมถะมานานมากกว่าจะเป็นวิปัสสนา ฐานจิตท่านแข็ง หนึมเองยังอ่อนอยู่ การกำหนดบัญญัติจึงช่วยให้เราเห็นตัวเองได้ง่าย ว่ามีสติไหม ทันมากน้อยแค่ไหน กำหนดในใจ ไม่ต้องกำหนดอะไรยาวๆ อันไหนกำหนดไม่ทันแต่รู้ก็ให้กำหนดว่ารู้หนอ แต่กำหนดทุกเม็ด คิดหนอ พุดหนอ เห็นหนอ อยากหนอ ไม่อยากหนอ ทุกเม็ดจริงๆ ท่านให้กำหนดก่อน เมื่อชำนาญตัวกำหนดจะหายไป เมื่อนั้นเราจะแทบไม่รู้ตัวว่ามีสติที่เฉียบคมเสียแล้วและทิ้งการกำหนดไปอัตโนมัติ จะตามดูตามรู้ได้ว่องไวอย่างที่พระอาจารย์ประโมทย์สอนนั่นเอง

หลักสูตรนี้มีวิทยากรที่เป็นฆราวาส 2 ท่านคือป้าหนูและคุณทศพร ป้าหนูดูดุแต่ใส่ใจเป็นห่วงเป็นใยมาก ดูแลหนึมอย่างพอดีๆตั้งแต่ทราบว่าวันแรกหนึมไม่ค่อยสบาย คุณทศพรช่วยสอนท่าเดิน และช่วยอธิบายศัพท์ธรรม ทั้งคู่น่ารักมาก มาทั้งที่ไม่มีอะไรตอบแทน และเสียสละเวลามาช่วยพระมหาเหล็กอย่างแท้จริงปีละหลายๆวัน เราช่างโชคดีเหลือเกิน ที่โลกนี้ยังมีผู้สละเวลา พลัง ความรู้ ช่วยเราโดยไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทนใดๆเลย

คุณทศพรชี้แจงว่าท่าเดินจงกรมที่ต้องบังคับจังหวะ แม้จะไม่ช้ามากเหมือนสายคุณแม่สิริ แต่ก็ช้ากว่าเดินปกติเล็กน้อย ทั้งนี้เป็นพื้นฐานให้ทุกคนก่อน ให้รู้จักจังหวะว่าเดินแบบไหนถึงเรียกว่ารู้ปัจจุบัน ก้าวแบบไหนเรียกรู้ปัจจุบัน ไม่ใช่ขาก้าวไปแล้วจนจะก้าวอีกข้างยังเพิ่ง “รู้” ก้าวแรก จึงให้กำหนดและออกเสียงประกอบการเดินก่อนทุกคน ไม่ว่าจะมาจากสำนักไหนและฝึกมากี่ครั้งก็ตาม การฝึกจังหวะและท่าเดินจงกรม จึงมีเพื่อฝึกให้เรารู้จักปัจจุบันขณะของตนเองให้แม่นในทุกๆเรื่อง ไม่อยู่กับอดีตหรืออนาคต

คุณทศพรและป้าหนู ดูจนมั่นใจว่าทุกคน เกือบ 40 คนของรุ่นเรา รู้ปัจจุบันได้จริง แล้วจึงปล่อยให้ปฏิบัติเอง หมายถึงว่าถึงเวลาที่กำหนด ก็แยกย้ายกันไปเดิน ไปนั่ง จนครบเวลา เดินเร็วเดินช้าให้ดูตัวเอง ถ้านั่งแล้วซึม ง่วงมาก ฟุ้งคิดมากไปเรื่อย ให้เดินให้นานขึ้น ถ้าเดินช้าแล้วซึม ง่วง ฟุ้ง ให้เดินเร็วขึ้น ประคำบริกรรมให้ทันต่อท่าทางเอาเอง จะขวาย่างหนอเร็วๆ หรือ ขวาย่างหนอช้าๆ แล้วแต่เราเห็นเหมาะกับตัวเองในแต่ละครั้งที่ปฏิบัติ แต่ต้องนั่งสมาธิและเดินจงกรม ประกอบกับกำหนดอิริยาบทย่อยเช่นหยิบร่ม เห็นอาหาร ตักเข้าปาก ปวดท้องห้องน้ำ ถ่ายสบายท้องฯลฯ นั่งสมาธิเพิ่มสมาธิ เดินจงกรมเพิ่มสติ ยิ่งกำหนดอิริยาบทย่อยมากๆยิ่งดี สติจะไว บางทีดึกดื่นนอนเหมือนไม่ได้นอน พลิกตัวก็รู้ กรนก็รู้ ลืมตาตื่นก็รู้ แต่ไม่อ่อนเพลีย

การเดินจงกรมช่วงต่อมามีการเพิ่มว่า ระหว่างเดินจงกรมเรามักจะฟุ้ง เผลอคิด ให้กำหนดว่าคิดหนอแล้วหยุดเดิน กำหนดคิดหนอแล้วอย่าเดินจนกว่าจะหยุดคิด หยุดคิดเมื่อไหร่ ค่อยกลับมาเดิน กลับมารู้การเดินต่อ ทำอย่างนี้แล้วสนุกดี เพราะคนช่างคิดอย่างหนึมหยุดเดินแทบทุก 2 ก้าว ต้องอย่างนี้ถึงจะเห็นตัวเองว่าเราคิดอะไรมากมายเหลือเกิน เช่น ก้าวเท้าออกไปเห็นมด กำหนดเห็นหนอไม่ทัน แต่ไปสงสัยว่ามดเดินไปไหนกันเป็นสายนะ นี่คิดแล้ว สงสัยแล้ว กำหนดทันไหม แล้วหยุดคิดไหม เพราะคิดทำไม จำเป็นต้องคิดไหม รู้ตัวหรือเปล่าว่าคิดอะไรไม่เป็นเรื่องอีกแล้ว กว่าจะสังเกตุตัวเองได้ทันว่าไปเผลอคิดขณะที่ใจยังกำหนดขวาย่างหนอก็ตั้งนาน อย่างนี้เรียกไม่เป็นปัจจุบัน เรียกว่าไม่มีสติ

ผู้ปฏิบัติที่นี่มีกำหนดส่งอารมณ์ทีละคนกับพระอาจารย์ทุกวัน คนละ 10 นาที ฉะนั้นมั่วนิ่มไม่ปฏิบัติไม่ได้ และแอบบอกนิดนึงว่าอย่าส่งอารมณ์มั่วๆ วิปัสนาจารย์ที่นี่มีอะไรที่เราคาดไม่ถึง เอาเป็นว่ามีคำถามที่หนึมสงสัยในใจอยู่หลายคำถาม ยังไม่ทันได้ถามใคร แล้วพระมหาเหล็กท่านก็เทศน์ฯบรรยายตอนค่ำตรงข้อสงสัยของหนึมอยู่หลายเรื่อง เป็นเรื่องธรรมปฏิบัติไม่ใช่คำถามประเภททำบุญหรือผีสางอะไร จะว่าเป็นความบังเอิญหรือ ก็บังเอิญเสียหลายหัวข้อทีเดียว

ที่นี่มีเณร 4 รูป เป็นเณรวัยกำลัยรุ่น 3 รูป และ เณรน้อย 1 รูปอายุไม่น่าจะเกิน 11 ปี ท่านตื่นแต่เช้าทำวัดพร้อมเราตอนตี 4 ครึ่ง สลึมสลือแต่ทำหน้าที่ไม่บกพร่องสักวัน ออกไปบิณฑบาตรกับพระทุกรูป เห็นแล้วน่าเลื่อมใสมากๆ ขณะที่คุณยายตวงซึ่งเป็นวิทยากรรุ่นที่พวงพัชรเคยไปก็อายุ 70 กว่าปี ยังปฏิบัติเข้มแข็งว่องไวดูแลผู้ปฏิบัติเป็นสิบๆชีวิตได้สบาย ผู้ปฏิบัติอายุมากเดิน 3 ขา(อีกขาคือไม้เท้า) ยังมาฝึกได้ก้าวหน้าดี หากตั้งใจแล้วอะไรๆก็ไม่เป็นอุปสรรค์ อย่างที่พระมหาเหล็กท่านว่า อย่ารอให้เรื่อรั่วแล้วค่อยคิดจะพาย คือแก่ เจ็บ หรือทุกข์กินเราเข้าไปหนักๆแล้วค่อยสนใจปฏิบัติตนให้พ้นทุกข์ มันจะไม่ทันเอา

สิ้นสุด 4 วัน หนึมมีกำลังใจจะปฏิบัติต่อ เหมือนที่พระมหาธณเทพแห่งวัดอรุณฯ ที่มารับบาตรแถวบ้าน และรู้จักแม่อย่างดีเคยบอกหนึมว่า เจอของดีแล้วอย่างทิ้ง แม่เตือนหนึมบ่อยๆตอนเห็นหนึมเริ่มห่างหายจากจิตใจแห่งธรรม คนใกล้ตัวหนึมเอื้อต่อความก้าวหน้าแท้ๆ เหลือแต่ตัวหนึมเองว่าจะรอให้เรือรั่วไหม

ขากลับหนึมได้โอกาสเสียสละบ้าง เสียสละความเป็นส่วนตัวที่หนึมหวงแหนมาก รับผู้ปฏิบัติหญิง 2 ท่านขึ้นรถมากรุงเทพฯด้วยกัน ทั้ง 2 ท่านนี้ไม่รู้จักกันมาก่อน มีเชื้อสายจีนเหมือนกัน หนึมไม่ได้พูดคุยด้วยเลยตั้งแต่เริ่มปฏิบัติจนจบการปฏิบัติ 4 วัน (ที่นี่ห้ามพุดคุย แต่ก็มีเล็กน้อยบ้างไม่ว่ากัน) ท่านนึงคงอายุมากกว่าหนึมพอสมควร หนึมสังเกตุว่าท่านพูดคุยกับใครต่อใครง่าย ตอนจะขึ้นรถท่านก็มีของมามาก เรียกว่าต้องวางบนตักทีเดียว หนึมแอบกังวลในการเดินทางขากลับ แต่แล้วการปรุงแต่งนั้นก็เข้ารกเข้าพงคนละทิศละทางกับความเป็นจริง ทั้ง 2 ท่านเป็นเหมือนนางฟ้ามาร่วมเดินทางไปกับหนึมและพวงพัชร ตลอดทางทั้ง 2 สลับกันเล่าประสบการณ์ปฏิบัติธรรมกับครูบาอาจารย์ดีๆหลายรูป และให้กำลังใจเราทั้งสองรวมไปถึงคุณแม่ของหนึมด้วยในการปฏิบัติ ท่านที่เด็กกว่าหน่อยเล่าประสบการณ์ไปอินเดียถึง 3 ครั้ง และพุกามและปะกันที่พม่า ดินแดนแห่งเจดีย์ จนท้ายสุดหนึมและพวงพัชรต่างโดนกิเลสกิน อยากไปหนอกันทั้งคู่ ส่งทั้ง 2 ท่านลงที่หมายด้วยความสุขใจ ว่าเราช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้เจอคนเหล่านี้

ก่อนกลับ พระมหาบุญทันฝากข้อคิดว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงฝ่าฟันความยากลำบากนานับประการ เป็นเวลาอยู่หลายปี เคยกินมูลแพะ และเมื่อขับถ่ายออกมาก็กินมูลของตนเอง และเคยอดอาหารจนร่างกายผ่ายผอม เพื่อหาหนทางพ้นทุกข์ ในเมื่อท่านได้ค้นพบและเมตตาสั่งสอนให้ผู้คนพ้นทุกข์และบรรเทาทุกข์ตลอด 2 พันกว่าปีมานี้ ด้วยคำสอนของพระองค์ ใส่พานมาให้เราขนาดนี้แล้ว เรายังจะไม่น้อมรับมาปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนได้อย่างไร ใครมีเหตุผลอย่างไรไม่รู้ แต่หนึมจองกลับไปปฏิบัติอีกครั้งปลายปีนี้แล้ว และจะพยายามฝึกทุกวันทุกเวลาที่นึกได้ ใครไม่สะดวกไปปฏิบัติ อ่านเรื่องนี้แล้วได้อะไร ลองเอาไปใช้ละกัน เริ่มพายกันซะ ก่อนเรือจะรั่วนะคะ

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สองกับการกัดแทะ

ในสายการบินเราต้องสอนพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินให้รู้จักสัตว์ฟันแทะ คือสัตว์ที่ชอบแทะกัดอย่างหนู กระรอก ซึ่งหากหลุดเข้าไปในเครื่องบินอาจสร้างอันตรายต่อเครื่องบินจนเกิดอุบัติเหตุใหญ่ได้ หนึมจำกัดความสองว่าเป็นสัตว์ฟันแทะเหมือนกัน

เมื่อเล็กๆสองกัดแทะทุกอย่าง ดอกบัวแสนสวยของหนึม ต้นไม้ของคุณย่า รองเท้าของทุกคนในบ้าน ขาโต๊ะ อิฐมวลเบา ประตูรั้วเหล็ก





วันหนึ่งเมื่อสองยังเล็ก หนึมกลับบ้านมาพบเขี้ยวขาวเล็กๆของสองหักอยู่หน้าตู้เย็น พี่นั่มรีบจับสองเปิดปากตรวจพบว่าเป็นเขี้ยวของสองหักจนเห็นตอฟันและเลือดออกซิบ พี่นั่มรีบเข้า net ไป post ถามผู้รู้เรื่องฟันหักของลูกสุนัขได้คำตอบมาไม่น่ากังวลเท่าไหร่ หนึมจดไดอารี่ของสองตั้งแต่วันแรกที่สองเข้าบ้าน เลยเอาเขี้ยวน้อยๆนี่ติดสก็อตเทปไว้ด้วย มาดูตอนนี้แล้วไม่น่าเชื่อว่าเขี้ยวเล็กๆจะอยู่ในปากเจ้าหมายักษ์ตัวนี้มาก่อนเลย




คุณย่าคนพ้บว่าสองชอบขโมยตุ๊กตาตัวนุ่มๆในห้องนอนของคุณย่า เลยจัดหาตุ๊กตาขนฟูๆจากห้างมาให้สองกัดแทะสบายใจเฉิบ ครั้งหนึ่งคุณย่าซื้อตุ๊กตามาจากเซ็นทรัลหลายตัว ให้พวกเราถือไว้คนละตัวกวัดแกว่งไปมาให้สองเลือกว่าจะเอาตัวไหน ลงท้ายเอาไป 2 ตัวพี่นั่มต้องรีบเก็บตัวอื่นๆไว้ให้เล่นโอกาสหน้า

สองยังชอบแทะพรม ขวดน้ำพลาสติค แกนกระดาษทิชชู่ เตียงนอนคุณย่า แปรงต่างๆ แต่แปรงสีฟันนี่ของโปรดสุดๆ เพราะชอบกลิ่นยาสีฟัน สองชอบเข้าไปในห้องน้ำและแอบปีนโขมยแปรงสีฟันของพวกเราทุกคนจนต้องใส่กลองยกสูงไว้อย่างดี วันไหนสองไม่ซนมากคุณย่าจะหยิบแปรงสีฟันที่ได้แจกมาฟรีให้สองไปแทะเล่น ได้ปุ๊บก็จะยิ้มแย้มกัดแทะนิ่งไปได้นานทีเดียวเชียว

เวลาสองอยากออกจากตัวบ้านไปในสวน ไม่ว่าจะอยากออกไปเห่าตะพาบน้ำ กระรอก หรือไล่ตัวเห้ (ตัวเงินตัวทองพลัดหลงมาอยู่ที่บ้าน) สองจะกัดแทะมุ้งลวดจนขาดกระจุย บ้านเราเป็นลูกค้าประจำร้านซ่อมมุ้งลวด ครั้งหนึ่งช่างซ่อมมุ้งลวดขี่มอเตอร์ไซค์มาส่งมุ้งลวดที่บ้าน และขอแวะดูหน้าเจ้าของรอยกัดแทะด้วยความขยาด



สุนัขพันธ์บางแก้วหวงของ หวงตัว หวงเจ้าของมาก ประตูบ้านของเราเป็นแบบโปร่ง เห็นผู้คนเดินไปมาในซอย มีผู้หญิงที่เข็นรถเก็บเศษของเก่าจากถังขยะหน้าบ้านเราประจำ สองจะต้องไปเห่ากรรโชคและจะกัดแทะประตูเหล็กจมเขี้ยว จนคนเก็บขยะออกปากขำๆกับแม่ว่าสองชอบด่า(เห่า)เขาเป็นประจำ เห็นสอบคาบฟัดตุ๊กตาหัวเหวี่ยงไปมา มันคงคิดว่านี่คือคนเก็บขยะ ถ้าลองโดนเข้าจริงๆสงสัยไม่เหลือชิ้นดี







เมื่อได้ตุ๊กตามา สองจะเริ่มแทะลูกตา หู หาง จนหลุดออกมาก่อน จากนั้นก็กัดฟัดตัวตุ๊กตา และมักจะคาบตุ๊กตาชวนคนในบ้านออกไปเขวี้ยงให้สองไล่คาบในสวน ความเป็นหมาพลังมากหากวันไหนคึกคักไม่หยุด พี่นั่มก็จะเอาสองออกไปวิ่งเล่นไล่ฟัดตุ๊กตาสัก 4-5 รอบก็จะร้อน ลงน้ำ อาบน้ำ แล้วถึงจะหมดแรงนอนได้เสียที ใครที่มีลูกซนๆอ่านแล้วคุ้นๆไหมคะ

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Red Flare บ้านพี่ตา



มาแล้วรูปแรกจากแฟนคลับบัวกลางคืน Red Flare ของหนึม วันนี้พี่ตา พี่สาวที่แสนน่ารักส่งภาพ Red Flare ที่พี่ตาบรรจงแช่ลงในกระถางรักจากคุณพ่อของพี่ตา น้ำใสกิ๊งเลยทีเดียว หน้าตาเจ้า Red Flare ดูสดใสดีมาก ได้แดดดีขนาดนี้ อีกไม่นานคงมีรูปดอกแสนสวยมาโชว์กันแน่ๆเลย


ระหว่างนี้เอารูปดอก Red Flare ที่กำลังเจริญงอกงามรอวันพ้นน้ำจากบ้านหนึมไปดูพลางๆก่อน สำหรับท่านที่ไม่คุ้นเคย ภาพนี้คือหนึมยกกระถางบัวให้ขึ้นมาพ้นน้ำ เพื่อทำการถ่ายดอกที่เพิ่งงอกออกมาจากเหง้าบัวนะคะ ก้านดอกจะค่อยๆยืดยาวตามระดับความลึกของน้ำในอ่างบัว จนพ้นน้ำมาบานให้เราเห็นค่ะ ในรูปนี้มี 4 ดอก (หาเจอกันไม๊เอ่ย) เมื่อบานแล้วจะถ่ายมาให้ชมกันนะคะ