วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552

สองทะเลาะกับมอม

เมื่อสองมาอยู่บ้านเราใหม่ๆ มอมและกลับยังมีชีวิตอยู่ในวัยชรา 15 ปี สองเป็นบางแก้วน้อยซนสมวัย กัดแทะไม่เลือก (ไว้รออ่านตอนสองกับการกัดแทะในตอนต่อๆไป) และที่ชอบมากคือไล่กัดขาหลังมอมและกลับ

มอมขาหลังไม่ค่อยดีตอนบั้นปลายชีวิต ส่วนกลับขาหลังไม่ดีมาแต่เด็ก เจอสองเข้าถึงกับเครียด ทุกครั้งที่ปล่อยสองออกไปวิ่งเล่นในสวนจึงต้องมีผู้ควบคุมความประพฤติของสองไปด้วยทุกครั้ง แต่ความไวของบางแก้วรุ่นจิ๋วก็ตามห้ามไม่ทันเหมือนกัน

หนนึงสองอาเจียนออกมา แล้วมอมเดินเตาะแตะ(ด้วยความชรา)เฉียดเข้าไปใกล้ สองหวงอาเจียนของตัวเอง (อย่าเพิ่งแหวะ ปกติหมาจะกินกลับเข้าไป) เลยได้ทะเลาะกันกับมอม บางแก้วพันธุ์แท้วัยโจ๋ไม่เจียมตัว เลยโดนบางแก้วผสมวัยดึกกัดหน้าเขี้ยวจมร้องเอ๋งดังลั่น แผลนี้ลึกนัก สองหน้าบวมต้องพาไปหาหมอล้างแผลกันทุกวัน อันเป็นที่มาของการใส่ลำโพง (collar) หนแรกของสอง

ด้วยความเป็นเด็กร่าเริงสองเลยใส่ลำโพงโดยไม่ระอาใจนัก ใส่วิ่งเล่นในบ้านในสวนสบายๆไม่มีรำคาญ สองเป็นที่รู้จักกันดีที่โรงพยาบาลสัตว์เล็กจุฬาฯ ด้วยลายเลข 2 บนหลัง และความดุของเจ้าหมาตัวน้อย ผู้ช่วยหมอ(เราเรียกว่าชุดฟ้า) พากันขยาดไม่ค่อยอยากเข้ามาช่วยจับสองเวลาหมอตรวจ บอกแต่ว่า "เจ้าของต้องเอาให้อยู่นะ ไม่งั้นโตไปนี่จับไม่ได้เลยนะ" ติดตามตอนต่อไปว่าสองจะอยู่กับเราอย่างไร และดุน้อยลงไหมนะคะ




วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552

มอมกลับบ้าน






มอมเป็นหมาบางแก้วผสมสปิตซ์ ที่ทั้งพ่อและแม่ต่างก็ไม่ใช่หมาของบ้านเราเลย พ่อเป็นบางแก้วกลายๆชื่อพาต้าของเพื่อนข้างบ้าน ส่วนแม่เป็นสปิตซ์ชื่อกุ๊งกิ๊งที่เจ้าของย้ายบ้านไปแล้วทิ้งเจ้ากุ๊งกิ๊งไว้ เจ้ากุ๊งกิ๊งก็เดินเข้ามาอยู่ในบ้านเรา มอมเกิดมาในบ้านสวนของเราพร้อมพี่น้องรวม 4 ตัว เมื่อวันวาเลนส์ไทน์ 16 ปี ที่แล้ว


มอมเป็นตัวเดียวที่ขนเป็นสีน้ำตาลขาว ขณะที่มีเจ้าหมีสีขาวล้วน ส่วนเจ้าวัวและกลับสีขาวดำ ขนของมอมเหมือนขนแม่พันธุ์สปิตซ์จึงนุ่มกว่าขนของพี่น้อง ทั้ง 4 ตัวมีเจ้าวัวเป็นตัวผู้ตัวเดียว



ตอนแรกแม่ไม่ได้อยากเลี้ยงลูกหมาไว้ถึง 4 ตัว บอกให้ชาวบ้านในซอย ก็มีคนมารับมอมตัวน้อยไป เอาไปได้ไม่ถึงสัปดาห์ก็เอามาคืน บอกว่ามันร้องเหลือเกิน มอมจึงได้เติบโตมาเป็นที่รักของพวกเรา และเป็นใหญ่ในบรรดาพี่นอ้งทั้งหมด



มอมเป็นตัวเดียวที่ขอแม่เข้าบ้าน และค่อยเขยิบเป็นขอขึ้นมานอนที่ห้องนอนของแม่ในที่สุด มอมผูกพันกับแม่มากเป็นพิเศษ ตามแม่ไปทุกที่ทั้งในบ้านและในสวน เวลานอนก็จะนอนทับรองเท้าแม่ไว้ เมื่อแม่ลุกสวมรองเท้ามอมก็จะรู้ว่าแม่จะไปไหน

สมัยแม่ยังขึ้นตุ๊กๆไหว ออกไปซื้อของใกล้ๆบ้าน ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงตุ๊กๆ มอมจะวิ่งไปที่ประตูรอการกลับมาของแม่









บ้านเราเป็นสวนป่า แม่ชอบออกไปนั่งทำสวนสบายใจเงียบๆในมุมต่างๆ เวลาลูกๆหาแม่ไม่เจอเราจะตะโกนหามอม มอมวิ่งออกมาจากทางไหนแม่ก็อยู่ทางนั้น เวลาบอกมอมว่า "หาแม่" มอมก็จะวิ่งดมพื้นพาเราไปหาแม่จนเจอ

เวลามีแขกมาที่บ้าน มอมจะเห่ากรรโชก ทั้งชีวิตไม่เคยกัดใครเป็นเรื่องเป็นราวแต่แอบลอบกัดประโปรงด้านหลังของผู้มาเยือนสาวของเราไปหนนึง มอมจะหยุดเห่าต่อเมื่อให้มอมนั่งข้างๆแม่ ระหว่างแม่กับแขกที่มาเยี่ยม และหากแขกคนนั้นจะเอมมือมาแตะต้องตัวแม่ หรือลูบหัวมอม คราวนี้ก็จะทั้งเห่าทั้งขู่กันอีกรอบ

เคยมีบางครั้งที่บ้านเราไปเที่ยวค้างคืนที่ต่างจังหวัดและทิ้งให้มอมและพี่น้องอยู่เฝ้าบ้านกันเอง เวลาเรากลับมามอมจะตื่นเต้นมาก เราสังเกตุว่าขอบตาของมมอจะแดงและบวมขึ้นมา ซึ่งจะหายในเวลาอันสั้นหลังจากเรากลับมาทุกครั้ง


ฤดูหนาวแม่จะหาเสื้อมาใส่ให้มอม เป็นเสื้อคนที่เอามาตัดให้มอมใส่ได้ เวลานอนมอมชอบหนุนพรมปูพื้นห้อง และแม่ก็จะห่มผ้าให้มอมอีกที

ครั้งหนึ่งเราตื่นเช้าขึ้นมาพบว่ามอมหายไปจากบ้าน ดูแล้วคนที่มาเอาไปต้องเป็นคนแถวบ้านสะเดาะกลอนประตูเข้ามาเอามอมไป เพราะไม่มีเสียงเห่าเลย แม่ส่งแม่บ้านที่บ้านไปออกหามอมตามที่ๆกทมเก็บสุนัขจรจัดไป พวกเขากลับมาด้วยความอ่อนล้าหาไม่เจอ พวกเราออกเดินหามอมไปทั่ว ไม่มีวี่แววเลย สัปดาห์ถัดมาเราเปิดประตูบ้านตอนเช้า มอมกระโดดถลาเข้าใส่ด้วยความดีใจ กลอนประตูรั้วบ้านปิด คนที่เอามอมไปคงเอากลับมาคืน ดวงเราจะต้องได้อยู่ด้วยกัน


อีกครั้งมอมหายไปตอนเช้า พวกเราออกเดินตามหาที่ถนนใหญ่ พบมอมเดินโซซัดโซเซอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้ามบ้าน รีบวิ่งเข้าไปกอดพากลับบ้าน ไม่ให้คลาดกันอีกแล้ว






วัวและหมีจากเราไปก่อน มอมและกลับอยู่กับเรา 2 ตัวมานมนาน จนเมื่อทั้งคู่อายุเกือบครบ 15 ปี และใช้เวลาส่วนใหญ่กับการนอน ที่บ้านก็นำลูกหมาบางแก้วตัวผู้ชื่อสองเข้ามาสร้างสีสัน มอมและกลับไม่ค่อยชอบใจความเป็นเด็กหนุ่มร่าเริงของสองนัก มอมถึงขนาดกัดหน้าสองในวัยไม่กี่เดือนเป็นรูเลือดออกต้องไปหาหมอฉีดยากันยกใหญ่


ปลายชีวิตมอมเริ่มจากขึ้นลงบันไดไม่ไหว ขึ้นไปนอนกับแม่ที่ห้องไม่ได้ จากนั้นขาหลังก็หมดแรง ลุกเดินทีต้องตะเกียกตะกายจนทั้ง 4 เท้าเป็นแผล ท้ายสุดมอมก็ลุกเองไม่ได้เลย แม่ก็คอยยกตัวมอมที่ผอมลงๆ กินได้แต่อาหารอ่อนๆ ช่วยให้มอมลุกขึ้นได้ และได้เดินออกกำลังกายที่ถนนที่บ้าน เป็นงานที่หนักกายและใช้เวลา หลายๆครั้งที่แม่ถามตัวเองว่ามอมกับแม่ใครจะไปก่อนกัน


เราซื้อกรงอย่างดีติดพัดลมและไฟให้มอมนอน ดึกๆมอมขับถ่ายและจะร้องเรียกให้ไปทำความสะอาดให้ ตี 2 ตี 3 พี่นั่มก็จะลุกไปล้างตัวมอม ล้างกรงให้อย่างดี ให้มอมนอนต่ออย่างสบาย



จนวันหนึ่งแม่ป่วย พวกเราต้องให้เวลากับการดูแลแม่ และเอามอมไปหาหมอและฝากไว้ที่โรงพยาบาลสัตว์บางนา โรงพยาบาลเอกชนระดับหรูที่ มีหมอและพยาบาลดูและตลอด 24 ชั่วโมง มีหมอลงตรวจรอบเช้า และ เย็น และรายงานอาการมอมทางโทรศัพท์ทุกวัน หมอจับมอมโกนขนออกเพื่อดูแผลกดทับและกำจัดเจ็บ พวกเราไปเยี่ยมมอมทุกวันเสาร์ เอาข้าวของไปให้ มอมชอบนอนหนุนหมอนเหมือนตอนอยู่บ้าน ขนค่อยๆขึ้นกลับมาน้อยๆ เขาต้องปั่นอาหารให้มอมกิน และคอยให้น้ำเกลือเมื่อมอมขาดน้ำ





บ่ายวันหนึ่งแม่คิดอยากรับมอมกลับบ้าน แต่ก็คิดว่าถ้ากลับมาแล้วแม่จะดูแลมอมเองอย่างไร คืนนั้นตอนตี 2 กว่า โรงพยาบาลโทรมา และแจ้งว่ามอมหยุดหายใจ หมอกำลังพยายามช่วย จะโทรกลับมาใหม่ภายใน 15 นาที พวกเรามารวมตัวกันที่ห้องนอนแม่ รอโทรศัพท์ แม่บอกว่าให้ทุกคนทำใจ มอมป่วยมานานแล้ว ควรได้พักแล้ว หมอโทรมาอีก 2 ครั้ง และหนสุดท้ายเพื่อยืนยันการจากไปอย่างสงบของมอม และแจ้งเรื่องการทำศพ




พวกเราไปดูศพมอมตอนเช้า มอมยังนอนอยู่ในกรง หมอเอาผ้าขาวคลุมไว้ เราเปิดผ้าคลุมออก มอมนอนนิ่งไร้ซึ่งลมหายใจ พี่นั่มเอามือลูบหัวหูมอม หนึมลูบขนที่เท้า แม่ให้โรงพยาบาลเอามอมไปทำพิธีเผาที่วัดคลองเตย ซึ่งมีพระสวดศพให้ และ โรงพยาบาลนำอัฐิกลับมาให้เราในวันรุ่งขึ้น ตอนไปรับอัฐิเจ้าหน้าที่กล่าวแสดงความเสียใจกับเรา และยื่นห่อผ้าสีขาวสะอาดให้ วันนี้มอมที่รักเหลือเป็นเพียงเถ้าขาวแล้ว


เราพามอมกลับมาด้วยใจเป็นสุข พามอมกลับมาอยู่ที่ๆมันเกิดมา และที่ๆพี่น้องของมันที่จากไปแล้วพักอย่างสงบในสวน พี่นั่มกับหนึมทำพิธีเอาอังคารของมอมลอยน้ำที่บ่อใหญ่ เอาพวงมาลัยลอย และบอกมอมว่า เราพามอมกลับมาแล้ว แต่ขอให้ดวงวิญญานของมอมอยู่ในภพที่ดีกว่าเดิม









































วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

ข้าวแช่แก้ร้อน

วันนี้ไปคลายร้อยด้วยข้าวแช่เย็นฉ่ำหอมน้ำดอกมะลิที่ร้าน หลากรส บนถนนเลียบคลองประปา ข้าวแช่ร้านนี้มีมานานมาก รับรองความอร่อยจากทั้ง เปิบพิสดาร และ เชลล์ชวนชิม






















ตัวร้านดัดแปลงจากบ้านต่อเติมห้องกระจกออกมาเป็นห้องอาหาร รายล้อมด้วยแมกไม้นานา บดบังวิวที่จอดรถเล็กๆหน้าร้านได้สนิทเนียนดี ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เห็นเป็นวัยผู้ใหญ่หน่อย ที่มากันเองเป็นคู่ๆ หรือมากับเพื่อนฝูงวัยเดียวกัน และมีบ้างที่มากันเป็นครอบครัว หนุ่มๆสาวๆพอมีบ้าง

















รายการอาหารที่นี่เยอะแยะมากจนต้องกลับไปชิมอีกแน่นอน วันนี้ลองแค่ข้าวแช่ให้ชุ่มฉ่ำก่อน ชุดละ 170 บาท แม้จะอร่อยเท่าข้าวแช่ทำเองที่บ้านคุณย่าเนื่องของเราไม่ได้ก็ไม่ว่ากัน เพราะคุณย่าเนื่องท่านสิ้นไปนานแล้ว และลูกหลานไม่ได้ถ่ายทอดฝีมือข้าวแช่อร่อยล้ำของท่านมาเลย แต่เครื่องข้าวแช่ร้านหลากรสก็รสละมุนละม่อมดีจริงๆ อาจรู้สึกจืดไปบ้างสำหรับท่านที่ชอบรสจัดแต่ก็เป็นรสแท้ๆของข้าวแช่ที่ค่อยๆกินค่อยๆกลืนก็ซึบซับความสุขได้ไม่เบา













เราสั่งของทานเล่นเป็นหอยลายอบเนย ที่ดูไม่เข้ากันแต่เห็นทุกโต๊ะสั่งเลยเอาบ้าง เขาเสริฟมาในที่ทำขนมครกบนเตาร้อนๆ และขนมปังกระเทียม เวลาทานเลยผลีผลามมูมมามไม่ได้ (ลูกค้าร้านนี้ดูมีมารยาทการรับประทานอาหารงดงามกันทุกคน) รายการนี้มัวแต่กลัวร้อนมือร้อนปากเลยไม่ได้ถ่ายรูปมา



ปิดท้ายคลายร้อนหลังข้าวแช่ด้วยทับทิมกรอบ ที่สีสันและขนาดสมกับชื่อทับทิม คือเม็ดเล็กสีแดงสดใส ไม่เม็ดใหญ่สีแสบสัน ที่ฟ้องความไม่เป็นผู้ดิบผู้ดีของผู้สรรสร้าง อีกอย่างที่สั่งมาคือข้าวเม่าน้ำกะทิที่หอมหวานกลมกล่อมและกรุบกรอบพอดี
























สรุปแล้วงานนี้ได้เย็นชื่นช่ำใจคลายร้อยได้จริงจัง อิ่มนี้ 3 คน หมดไป 700 กว่าบาท ใครคิดจะแวะไปเตรียมเงินสดไปด้วยเพราะร้านนี้ไม่รับบัตร