วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ดูจิตในงานบุญ

ดูจิตในงานบุญ

หนังสือที่พระอาจารย์จงกลแห่งวัดป่าแก้วแจกมาเมื่อวันสุดท้ายของการปฏิบัตธรรมแบบ 3 วันชื่อ “ธรรมกับการปฏิบัติธรรม” มีท่อนหนึ่งในหน้า 13 ที่ถูกใจหนึม และขออนุญาตนำมาเล่าสู่กันฟังดังนี้

“ดังเช่น นักมวยที่ฝึกซ้อมกระสอบทรายจนชำนาญ มันเป็นการชกฝ่ายเดียวโดยไม่มีการต่อสู้ของฝ่ายตรงข้าม ยังไม่เจอของจริง ผลนั้นจึงดูเหมือนเป็นผู้ชนะอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับการนั่งหลับตาทำสมาธิ พอจิตสงบก็ลืมทุกขืไปชั่วขณะหนึ่ง มันเป็นการลืมทุกข์หรือศิลาทับหญ้า ยังมิใช่การดับทุกขืที่แท้จริง เพราะพออกจากสมาธิ เจอผัสสะก็เกิดทุกข์ได้อีก ของจริงต้องดับกันตรงผัสสะข้างนอก ทันทีที่กระทบก็จบลงแค่นั้น ทุกข์จะไม่สามารถเข้าถึงใจได้เลยจึงจะใช่


ดังนั้นผลแท้ๆ จะพิสูจน์ได้ต่อเมื่อเจอผัสสะขณะลืมตาคือการอยู่กับชีวิตจริงๆ หรือการขึ้นชกบนเวทีชีวิตอีกที จะต้องพบคู่ต่อสู้ทั้งนอกใน ในลีลาต่างๆ ที่โต้ตอบมาให้ได้ทันจริงๆ การชกในที่นี้มิใช่หมายถึงการต่อสู้ชกตีทางกายภายนอกกับใคร แต่หมายถึงสติปัญญาที่ต่อสู้ห้ำหั่นกับกิเลส คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในจิตของตนเท่านั้น”

เมื่อวานที่หนึมได้ไปร่วมเป็นธรรมบริกรที่วัดมหาธาตุ เนื่องในวันทำบุญทักษินาณุปทานอุทิศถวายแด่ท่านเจ้าคุณโชดก (พระธรรมธีรราชมหามุณี) ตามคำชวนของพวงพัชรเพื่อนรักที่เป็นลูกศิษย์วัดนี้ หนึมจึงได้ใช้โอกาสนี้ดูจิตตนเองไปตลอดงาน ลองของจริงกันดู

ไม่บ่อยนักที่หนึมจะออกไปทำกิจกรรมกับคนแปลกหน้าหมู่มาก โดยไม่ได้มีการแจกงานอย่างเป็นกิจลักษณะ กลุ่มคนทำงานมีทั้งพระ แม่ชี ฆราวาสวัยลุงป้าน้าอาที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หนึมชวนจิต เกด เก๋ และ ตูน น้องๆที่บริษัทไปด้วย เกดได้งานรับโทรศัพท์ ลงทะเบียน แจกโบว์และรับเงินทำบุญจากเจ้าภาพที่ทะยอยกันมา หนึม เก๋ ตูน และจิตเลยเข้าไปครัว ช่วยแกะถุงอาหาร จัดใส่จานชาม แบ่งกันไปล้างไปปอก หั่น จัดวางผลไม้ร่วมกับแม่ชีและลุงป้าน้าอามากมาย

หนึมตั้งใจตั้งแต่ออกจากวัดป่าแก้วมาว่าจะพยายามส่งจิตออกนอกให้น้อย จะดูกายดูจิตของเราให้มาก งานนี้ก็ตั้งใจว่าอย่างนั้น เลยไม่ค่อยได้มองหน้าใคร

หนึมได้เห็นหูวิ่งไปฟังเสียงคนขึ้นเสียง ขัดใจกันเป็นระยะๆ หนึมเห็นตัวเองฟังต่อว่าเสียงเหล่านี้ เป็นเรื่องไม่ค่อยเป็นเรื่องเอาเสียเลย และมีการใช้คำพูดเปลือง บ่นกระปอดกระแปด ซ้ำๆย้ำๆ พอให้อีกฝ่ายมีอารมณ์ และอีกฝ่ายก็รับลูก ถ้าไม่เอออวยไปด้วย ก็กระแทกกลับไปบ้าง หนึมสงสัยว่าลูกศิษย์ลูกหาเหล่านี้ปฏิบัติธรรมรูปแบบไหนกันหนอ แน่ะ หนึมแวบไปคิดอีกแล้ว

ตาของหนึมเห็นชิ้นผลไม้ที่ถูกส่งมาให้หนึมจัดเรียง มันดูยังไม่เสร็จดีนัก แอบคิดต่อไปว่าถ้าจัดเรียงไป คุณป้า QC (ใครสักคนแอบตั้งชื่อให้แก เพราะได้ยินเสียงแกตรวจงานด้วยวาจาที่ไม่สร้างสรรค์นักอยู่ตลอดเวลา) จะต้องบ่นอีกเป็นแน่ หนึมยื่นผลไม้ให้คนปอกหั่นข้างๆหนึม ให้เธอหั่นจุกผลไม้ออกให้หน่อย เธอคนนั้นยื่นมีดมาตัดผลไม้ชิ้นนั้นในมือหนึม ไม่แปลกที่งานออกมาแบบไม่เสร็จนัก เพราะตลอดเวลาเธอและเพื่อนใส่ใจกับการเม้ากระจายถึงบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในที่นั้น มากกว่างานที่อยู่ในมือ หนึมแอบชำเลืองมองดูหน้าคนเหล่านี้เพื่อจะพบว่าเธอเป็นผู้ถือศีล 8 ในชุดขาว



หนึมสังเกตุใจตัวเอง ว่ารับรู้ และอยากพูดเล่าการรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้


วันนี้ทำให้หนึมเห็นความเคลื่อนไหวของใจตัวเอง และรู้สึกนับถือผู้ทรงศีล ในความพยายามต่อสู้กับกิเลสที่เย้ายวนใจมากมาย มากเสียจนเราเองแทบรับรู้ไม่ทันว่าโดนกิเลสกินเข้าไปเสียแล้ว มโนกรรมนั้นผุดขึ้นปรู๊ดปร๊าด และสามารถกลายเป็นวจีกรรมได้อย่างรวดเร็ว และถ้าไม่ระวังให้ดีจะขยายผลเป็นกายกรรมได้อีก แย่แน่ถ้าทั้งหมดเป็นอกุศลกรรม การมีสติตามดูตามรู้จึงสำคัญนักแล งานนี้นอกจากได้ทำเวยยาวัจมัยทานแล้วหนึมก็ได้ภาวนาไปด้วย เผื่ออ่านแล้วจะได้อนุโมทนากันนะคะ

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ไตรลักษณ์

หนึมถ่ายรูปนี้มาเพราะมันสะท้อนธรรม(ธรรมชาติ)ได้อย่างดี



รูปแรกนี้เป็นนางกวัก ดอกหนึ่งพ้นน้ำแล้วรอจะบาน อีกดอกปริ่มน้ำ จะพ้นน้ำในเร็ววัน





ส่วนภาพนี้เป็นภาพดอกบัวเหลืองแห้ง ส่วนอีกดอกยังเหลืองสดใส รอวันจะโรยเฉาไปเหมือนกัน

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ปฏิบัติธรรม ทำไม 1

ผู้คนไปปฏิบัติธรรมกันมากมายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สถานปฏิบัติธรรมใหม่ๆผุดขึ้นรองรับความไขว่คว้าของผู้คน เพียงแต่ว่าคนเหล่านี้ ไขว่คว้าหาอะไร จากการปฏิบัติธรรม

การไปปฏิบัติธรรมของหนึม เป็นผลจากที่ หนึมอ่านหนังสือธรรมมามาก อ่านประวัติและคำสอนของครูบาอาจารย์มามาก ทั้งหลวงพ่อโต หลวงปู่มั่น หลวงพ่อชา หลวงปู่ดูลย์ ท่านพุทธทาส ฯลฯ ยิ่งหลังจากเจ็บป่วยทั้งเรื่องกระดูกข้อต่อเชิงกราน ไหนจะเรื่องซิสต์แตก ไหนจะเรื่องภูมิแพ้(แพ้อะไรไม่รู้ แต่แพ้แล้วกลายร่างเป็นตัวประหลาดน่ากลัวสุดๆ) หนึมก็ยิ่งอ่าน แต่อ่านเท่าไหร่ก็ยังทุกข์เหมือนเดิม ยังโมโหเป็นฟืนเป็นไฟล้างผลาญได้ตลอดเวลา แสดงว่าการอ่านไม่ได้ช่วยให้พ้นทุกข์ได้ ต้องทำ ทำอะไรยังไม่รู้ คงทำในสิ่งที่อ่านเจอว่าครูบาอาจารย์ท่านทำกัน อีกส่วนหนึ่งก็เพราะสิ่งที่ครูบาอาจารย์ได้ประสบพบจากการปฏิบัติธรรม ดูเป็นเรื่องแปลกใหม่และนึกไม่ถึง หนึมเลยอยากลองดูกับตัวเองบ้าง

การไปปฏิบัติธรรมของหนึมจึงไม่ได้ไปด้วยความคาดหวังอะไรมาก ไปเพราะอยากรู้ว่าไปทำอะไร แล้วเป็นยังไง เพื่อนผู้มีประสบการณ์เตือนมาว่าอย่าตั้งความหวังใดๆ ไม่งั้นจะไม่ได้อะไรเลย ฉะนั้นเมื่อหนึมเข้าไปที่ยุวพุทธิกสมาคมซึ่งอยู่ใกล้บ้าน และเช้าวันแรกเขาให้ผู้ปฏิบัติอธิษฐานหนึม จึงอธิษฐานแค่ให้หนึมมีกำลังใจจะปฏิบัติ อย่าได้ท้อแท้ และเมื่อตั้งใจแล้วก็ขอให้มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติให้สมควรแก่ความพยายาม คนอื่นขอให้ระลึกชาติได้ ขอให้รู้ได้ว่าลูกเล็กที่เพิ่งเสียชีวิตไปไปเกิดที่ไหน ขอเห็นเลขหวย ฯลฯ หนึมเอาง่ายๆแค่นี้

ทำไมหนึมอธิษฐานให้ตัวเองมีกำลังใจไม่ท้อ เพราะการเป็นอยู่ช่วงปฏิบัติธรรมช่างต่างจากการดำรงชีวิตของหนึมเหลือเกิน ทั้งเวลาตื่นเวลานอน ห้องนอนที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ห้องน้ำที่ต้องไปใช้กับคนอื่น แถมไม่มีน้ำอุ่นให้อาบ นอนรวมกับคนอีกเป็นสิบๆคน เครื่องใช้ไฟฟ้าก็ไม่ให้ใช้ บางที่ก็ต้องงดอาหารเย็นเพราะต้องถือศีลแปด ฯลฯ ตามหลักของ Maslow เด๊ะเลย หนึมกังวลเรื่องความต้องการพื้นฐาน แต่ตั้งใจแล้วว่าต้องสละเรื่องพื้นฐาน เพื่อเข้าถึงเรื่องใหญ่ๆ เอาไงเอากัน มีแม่ พี่นุ่ม พี่นั่มให้กำลังใจซะอย่าง

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

บัวที่บ้าน




เมื่อคืนหนึมออกไปดูแลบัวที่ลานหลังบ้านตามปกติ พบว่ามีเพื่อนเป็นงูเขียวตัวยาว วันนี้หนึมพาหลานชาย 2 คน จากอมเริกาไปสวนงู สภากาชาด สถานที่ท่องเที่ยวที่เขาโปรดปรานนักหนา ได้ความรู้ใหม่ว่างูเขียวชอบอยู่บนต้นไม้ตอนกลางวัน และลงพื้นดินตอนกลางคืน เพื่อล่าหาอาหาร เป็นอันว่าน้องงูเขียวมาหากินไม่ได้มาดูบัว




นอกจาก Red Flare แล้วที่หนึมชอบมาก เพิ่งได้มาใหม่ตอนไปพิพิธภัณธ์บัวกับจิต คือ Colorado สีออกส้ม (ในรูปจะดูชมพู) สวยหวานมาก เพิ่งมีดอกให้เห็นแค่หนเดียว
ที่ออกดอกดกมากคือฉลองขวัญ สีม่วงกลีบซ้อนมากมาย




บัวเหลืองที่บ้านนี่ก็ดอกดก หนึมไม่รู้จักชื่อ






ที่หอมมากและเป็นของโปรดของหมู่ผึ้งคือเจ้าดอกม่วง ต้นนี้แหละที่เคยเล่าว่าผึ้งจะมารอตั้งแต่ดอกยังไม่บาน ดอกดกมากๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งออกดอกไล่ๆกัน 4 ดอกทีเดียว








บัวแดงเหลือบขาวนี่ไม่รู้ชื่อเหมือนกัน แต่เป็นต้นเก่าแก่ของที่บ้าน สมัยคุณยายยังอยู่และหนึมยังตัวเท่าลูกหมา สวยคลาสสิคดี

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ความงาม ที่รอคอยการกลับมาของเรายามค่ำคืน

ความงามในยามค่ำ ที่รอคอยการกลับบ้านของเรา

หลังจากหนึมเลิกนิสัยเที่ยวกลางคืน และเลิกกลับบ้านในสภาพที่จำอะไรไม่ค่อยได้ เป็นกลับบ้านหัวค่ำหลังเลิกงาน ใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น ในวันหยุดหนึมจะขลุกอยู่ในสวนป่าที่บ้านกับแม่ ตัดแต่ง ขยายพันธ์ ขุด ปลูกต้นอะไรในสวนอยู่เสมอ แต่หนึมก็พบว่าหนึมแทบไม่เคยได้เห็นดอกไม้ที่หนึมปลูกเลย ดอกไม้แสนสวยหลับกันหมดแล้วเมื่อหนึมกลับถึงบ้านหลังเลิกงาน และกว่าจะตื่นรับแสงแดดตอนเช้าหนึมก็ออกไปทำงานเสียแล้ว

นั่นคือที่มาของการซื้อบัวกลางคืนแสนสวยชื่อ Red Flare มาจากงานบัวที่สวนหลวง ร 9 เมื่อปี 2007 ทุกส่วนของ Red Flare เป็นสีแดงเข้ม ดอกสีชมพูเข้ม เริ่มแย้มบานตอนประมาณ 6 โมงเย็นและไปหุบตอนสายๆวันรุ่งขึ้น บานประมาณ 3 วัน

ตอนซื้อมาต้นละ 300 บาท ออกดอก 1 ครั้งหนึมก็แอบบคิดเล่นๆว่าดอกละกี่บาทแล้ว ออกดอกแทบไม่เว้นช่วงเลย ตกเย็นเลิกงานขับรถเข้าบ้านมา กระถาง Red Flare นี้จะตั้งใกล้ที่จอดรถ ให้หนึมได้ชมความงามในยามค่ำคืน การออกมาเดินดูดอก Red Flare หลังอาหารเย็นกลายเป็นกิจกรรมยามค่ำของครอบครัวเรา เป็นเวลาเดียวที่ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน

Red Flare ต้นนี้แพ้ภัยหอยทากจนกุดไปช่วงหนึ่ง กว่าจะฟื้นขึ้นมาได้ก็พอดีคุณแม่ป่วย และหนึมก็ไปดูแลแม่ ห่างหายจากการดูแลต้นไม้ต่างๆไปประมาณครึ่งปี 2008 จนเมื่อแม่เข้าสู่ช่วงปลอดภัยและเหลือแค่ตรวจติดตาม แม่และหนึมกลับมาใช้เวลาในสวนป่าที่รักของเรากันอีกครั้ง

หนึมพบว่า Red Flare ออกหน่อใหม่มากมายจนแน่นกระถาง เป็นที่มาของการแยกต้นออกมามากมาย และแบ่งให้เพื่อนฝูงที่รักกันไปบ้าง รอว่าของใครออกดอกก็เอารูปมา post ดูกันบ้างก็จะดี หนึมเอาบัวอีกหลายกระถางที่กระจัดกระจายกันอยู่ในสวนมาฟื้นฟู และแยกกระถาง บางต้นก็ฟื้นเร็วดอกออกให้ชื่นใจอย่างง่ายดาย

การดูแลเจ้าไม้น้ำแสนสวยนี้ง่าย และให้ความรู้สึกเย็นใจ บัวเป็นดอกไม้ที่มีบทบาทมากในพุทธศาสนา และสอนเราอยู่ตลอดเวลา หนึมชอบดูดอกบัว 4 เหล่าในกระถาง ทยอยกันพ้นตม มาปริ่มน้ำ และชูดอกสวยพ้นน้ำ บัวบางชนิดงามและหอมจนผึ้งรุมตอมตั้งแต่ดอกยังไม่บาน บางดอกพี่นั่มเคยถ่ายรูปได้ว่ามีผึ้งถึง 13 ตัวมารุมตอมพร้อมๆกัน เสน่ห์แรงเหลือหลาย และทุกดอกก็หุบลงในแต่ละวัน ความงามของดอกก็เปลี่ยนไปในแต่ละวันที่เขาบาน บางชนิดเปลี่ยนสีด้วย จนดอกโรย คออ่อนแช่น้ำในกระถาง และเน่าไป ไม่มีผึ้งตัวไหนตามมาดอมดม เคยสวยแค่ไหนก็เน่าไปในที่สุด ทุกดอก วนเวียนอยู่อย่างนี้

บางดอกโดนนกมาจิกกัด สมัยก่อนที่มีกระถางวางที่พื้นบางดอกก็โดนเจ้าสองมากัดงับไปดื้อๆ เหมือนชีวิตคน เหมือนที่แม่เคยสอนหนึมว่าชีวิตคนเหมือนแสงเทียน มีวันสว่างไสว มีวันริบหรี่ สลับกันไป ไม่มีอะไรคงที่แน่นอน จนกว่าจะดับไป รู้เช่นนั้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรให้ต้องแปลกใจ ตกใจ หรือเก็บมาทุกข์ใจ ดีใจ ให้ใจกระเพื่อม ครั้งแล้วครั้งเล่า วันแล้ววันเล่า ฝึกให้รู้ ฝึกให้เห็น ก็จะวางเป็นเองในที่สุด

Red Flare จึงเป็นไม้สวยเลี้ยงง่าย ที่ออกดอกสวยงามให้เราได้เชยชมยามค่ำคืน ได้เห็นคติเตือนใจในการดำรงชีวิตทุกครั้งที่เราได้ดูเขาค่ะ

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2552

วัดป่าแก้ว จันทบุรี







หนึมเพิ่งกลับมาจากการปฏิบัติธรรม 3 วัน ที่วัดป่าแก้ว จันทบุรีค่ะ 3 ชั่วโมงขับเฉลี่ย 120 กิโลต่อชั่วโมง จากกรุงเทพ
วัดป่าแก้วอยู่ท่ามกลางขุนเขา ตัวอาคารออกแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่แนว minimalist ใช้แสงธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ อากาศถ่ายเทสบาย เวลาฝนตกอากศเย็นน่านอน

ท่านเจ้าอาวาสคือพระอาจารย์จงกล ส่วนพระอาจารย์อีกรูปที่สอนคู่กันคือพระอาจารย์จี พระอาจารย์จงกลสอนแต่เรื่องการปฏิบัติภาวนา ไม่คุยเรื่องอื่น ส่วนพระอาจารย์จีสอนเรื่องธรรมในชีวิตประจำวัน ปัญหาชีวิต ครอบครัว การงาน แนวคิด ฯลฯ มีพระจำวัด ณ เวลานี้แค่ 4 รูป







พวกผู้สนใจธรรมแต่ยังไม่ถึงขั้นภาวนาจะศึกษากับพระอาจารย์จีเสียส่วนใหญ่ ท่านสอนสนุกและตรงไปตรงมา
ส่วนผู้ปฏิบัติภาวนาจะศึกษากับพระอาจารย์จงกล ท่านอยู่ในวัยกลางคน และเป็นครูอาจารย์ที่รู้วาระจิตผู้อื่น การปฏิบัติธรรมคือการตามดูตามรู้ ท่านว่าการตามดูตามรู้มีองค์ประกอบแบบคอฟฟี่มิกซ์ 3 in 1 คือให้แยกจิต อารมณ์ และกาย ออกเป็นกองๆไป







ดังนั้นการเรียนเรื่องปฏิบัติภาวนาของที่นี่อาจไม่เหมาะกับนักปฏิบัติมือใหม่ หรือนักปฏิบัติที่ไม่ค่อยได้ปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เพราะพระอาจารย์จะดูวาระจิตของผู้ปฏิบัติ และแก้เป็นรายๆ บางทีให้การบ้านไป 3 ชั่วโมงให้มาส่งอารมณ์อีกรอบ รุ่นที่หนึมไปมีนักปฏิบัติมาก และพระอาจารย์ใช้เวลากับพวกนี้ค่อนข้างมาก มือใหม่แบบว่าบื้อไปเลย แต่ถ้าไม่ได้หวังอะไรมาก คิดว่ามาหาสถานที่ปฏิบัติ ได้ทำ ส่วนพระอาจารย์อาจไม่ได้แนะนำอะไรเลยบ้าง ก็ไม่ว่ากัน ก็เรียกว่าที่นี่สัปปายะมาก







การปฏิบัติคือให้ผู้ปฎิบัติฝึกเอง แค่กำหนดระยะเวลาว่าในแต่ละวันต้องทำอะไรบ้าง คร่าวๆคือทำวัตรเช้าตี 5 ตามด้วยโยคะอาสนะ จากนั้นถวายอาหารเช้า แล้วก็ลงไปทานอาหารเช้าเป็นอาหารเหลือพระนั่นเอง ที่ครัวอาจทำเพิ่มบ้างเล็กน้อย ได้อีกบรรยากาศ ทำกิจส่วนตัว แล้วแยกกลุ่มศึกษากับพระอาจารย์สองรูปนี้ โดยเจ้าหน้าที่แยกกลุ่มให้ตามประวัติการปฏิบัติของเราที่กรอกตอนลงทะเบียน







11 โมงครึ่งทานอาหารเที่ยง บ่ายโมงครึ่งเริ่มกันใหม่ แบบเดียวกับตอนเช้า บางทีพระอาจารย์อาจปล่อยให้ปฏิบัติเองตามรูปแบบที่เราเคยทำมา แล้วนัดเวลาให้มาส่งอารมณ์ บ่าย 4 โยคะ ต่อด้วย ทำกิจรวม หนึมได้ล้างห้องน้ำวัดสมใจอยากก็งานนี้ แบ่งกันกวาดลานวัด ทำความสะอาดโบสถ์ ทำความสะอาดห้องนอน ห้องน้ำ ฯลฯ แล้วทานข้าวสำหรับผู้ถือศีล 5 จากนั้นกิจส่วนตัวแล้วทำวัตรเย็นตอน 1 ทุ่ม 3 ทุ่มเสร็จ นอน ปิดไฟ 4 ทุ่มกว่า นอนรวมในห้องใหญ่หน้าต่างกว้าง มีเสื่อ หมอน และล็อคเกอร์ให้ เราต้องเอาผ้าห่มและของใช้ส่วนตัวไปเอง มีที่ตากผ้าและหนังสือธรรมในห้องนอนด้วย ห้องน้ำอยู่ในห้องนอน







ที่นี่ให้พูดคุยได้ ใช้มือถือได้ เน้นปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ไม่ต้องในรูปแบบ มีมุมให้เราแยกไปปฏิบัติตามที่เราต้องการ หนึมเลือกเดินจงกรมตรงเนินด้านหน้า เอาตอนกลางวันแดดๆเลย ดูว่าตอนเดินเข้าใต้ร่มไม้กับตอนเดินออกแดดแล้วจิตเป็นยังไง ที่แน่ๆกายกลับมาดำปื้ดเลย




คำสอนเด็ดๆจากงวดนี้

  • ถ้าคิดดีไม่ได้ ก็อย่าคิดเสียเลยดีกว่า ตามดูกายเอาก็ยังดี ไม่เป็นอกุศล

  • อย่าพูดถึงคนอื่นในแง่ที่เขาจะเสียหาย คนทำไม่ดีก็ไม่ต้องไปพูดถึงเขา เขาทำบาปแล้ว เราไม่จำเป็นต้องไปร่วมทำบาปด้วยการพูดให้เขาเสียหายอีก

  • ถ้าต้องพูดถึงความไม่ดีของคนอื่น เพื่อการศึกษาเป็น case study ก็อย่าได้เอ่ยชื่อให้เขาเสียหาย

  • เวลามีปัญหา ให้คิดเสียว่าเวลาจะตายมันหนักกว่านี้ แค่อยู่ยังแย่แล้วเวลาจะตายจะเป็นอย่างไร ให้ฝึกอยู่ให้เป็น

  • ปฏิบัติภาวนาแล้วไม่ก้าวหน้าเพราะไม่มีบุญบารมี เหมือนคน 5 คน ฟังครูอาจารย์คนเดียวกันก็รู้เรื่องไม่เท่ากัน การเพิ่มบารมีของเราคือให้ทำในสิ่งที่ต้องฝืนใจทำ ต้องเสียสละ ทำบ่อยๆ ทำมากๆ สิ่งใดเสียสละจนคุ้นไม่รู้สึกฝืนใจ ก็ต้องเริ่มเสียสละสิ่งอื่นๆที่ยังฝืนใจเราอยู่ สร้างบารมีให้มากขึ้นเรื่อยๆ

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2552

สองเข้าบ้าน

บ้านเราเลี้ยงหมามาตลอดเท่าที่หนึมจำความได้ ตัวแรกในความจำเป็นดัชชุนด์ หมาไส้กรอกขนยาวนุ่มมือสีน้ำตาลชื่อหยอง หยองไปได้เสียกับใครไม่รู้แต่ลูกๆออกมากลายเป็นหมาไส้กรอกขนเกรียนแบบหมาไทย ไม่น่ารักเอาเสียเลยแต่ซื่อสัตย์สุดหัวใจ

ที่โดดเด่นมากคือแสบ หมาขนเกรียนตัวตันที่เราตั้งชื่อตามนักมวยชื่อดังในยุคนั้น และนวลคู่ชีวิตแสบ ที่วิ่งออกไปกลางถนนไม่รั้งรอตอนที่แสบข้ามถนนตามแม่ออกไปใส่บาตรแต่พลาดถูกรถชนเข้าจังๆ นวลเข้าไปเลียคู่ชีวิตและไม่ยอมให้ใครเข้าไปใกล้ ใช้เวลาอยู่นานกว่าเราจะเอาร่างที่หมดลมอ่อนปวกเปียกของแสบกลับมาบ้านได้ และลูกหลานสายพันธ์นี้ก็อยู่กับเรานานหลายรุ่นจนล้มหายตายจากกันไป

รุ่นสุดท้ายที่เป็นหมาที่เกิดในบ้านเราคือรุ่นของมอม กลับ วัว และ หมี (อ่านเรื่องราวได้ใน มอมกลับบ้าน) เมื่อหมีและวัวจากไป และอีกไม่นาน มอมและกลับก็เข้าสู่วัยชราจะอายุครบ 15 ปี พี่นั่มก็อุ้ม สอง บางแก้วขนฟูตัวน้อยมาเข้าบ้านเราเมื่อวันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2551

พี่นั่มได้สองมาจากตลาดนัดจตุจักร คนขายเอาขันอลูมิเนียมครูดกรงให้เหล่าลูกหมาตื่นขึ้นทักทายผู้คนที่ขวั่กไขว่ในตลาดสุนัข สองลุกขึ้นมาหาพี่นั่ม บนหลังของเจ้าหมาน้อยขนฟูตัวสีน้ำตาลมีขนสีขาวเป็นลายเลข 2 พี่นั่มถูกชะตาและใส่ตะกร้าพาขึ้นรถแท็กซี่มาอยู่ด้วยกันทันที

ตอนสองเข้าบ้านพี่นุ่มและหนึมไปเที่ยวเชียงใหม่ พี่นั่มถ่ายรูปสองนอนเหยีดยาวส่งภาพมือถือไปให้ดู เราดูกันไม่ออกว่าตัวอะไร เดาว่าเป็นหนู พี่นั่มไม่เฉลย แต่เอาสองใส่ตะกร้าพามาแนะนำตัวให้รู้จักกันครั้งแรกวันที่หนึมกับพี่นุ่มบินกลับมาที่สนามบินสุวรรณภูมิ

แม่และพี่นั่มพาสองไปฉีดวัคซีนตามที่กำหนด ต่อมาได้ไม่นานสองก็ท้องร่วง แม่และพี่นั่มรีบพาไปหาหมอที่ รพ สัตว์เล็กจุฬาฯ พอหมอรู้ที่มาของสองก็ส่ายหน้า บอกว่าหมาจากที่นี่มักไม่รอด มักจะเป็นหมาอ่อนแอไม่ได้รับการดูแลสุขภาพมาก่อน แต่พวกเราก็หลงรักสองเสียแล้ว และดูแลสองสุดฝีมือให้อยู่กับพวกเราต่อไป

สองหายดีในสองวัน และกลายเป็นขวัญใจของคุณย่า พ่อนั่ม ป้านุ่ม อาหนึม โดยเฉพาะคุณย่านั้นซื้อปลอกคอหลายสีหลากแบบมาให้สองเปลี่ยนใช้ แบบหรู แบบแนว แบบร็อค สองมีหมด สายจูงหลากสีและสายหนังอย่างดีไว้ไปข้างนอกโดยเฉพาะ

พี่นั่มซื้อหนังสือเรื่องสุนัขบางแก้วมาเต็มเลย และสองก็แสดงความเป็นบางแก้วตั้งแต่ยังตัวน้อยอายุแค่ 51 วัน ด้วยการขู่หวงอาหารและเมื่อรำคาญพวกเรา เห็นตัวเล็กขนหมาเด็กฟูฟ่องแต่ฟันเล็กๆนั่นคมกริบเลยนะจะบอกให้

แม่ซื้ออาหารหมาเด็กเม็ดเล็กๆมาให้สอง และนมแพะกระป๋อง และชามอาหารเล็กๆหลากสีเยอะมาก สองชอบอาหารหมาสูงวัยกลิ่นแรงของมอมและกลับมากกว่า เวลาให้อาหารสองจึงต้องให้ก่อนในห้องน้ำปิดประตูอย่างดี ส่วนมอมและกลับต้องระเห็ดออกไปกินข้าวข้างนอกบ้าน พอสองกินเสร็จก็ต้องรอให้มอมและกลับกินอิ่มแล้ว และรีบเก็บอาหารที่เหลือแล้วค่อยปล่อยสองออกมา ไม่งั้นสองจะมาลุยกินของมอมและกลับ จะชิงหยิบหนีสองก็จะขู่กรรโชค ต้องฝึกกันอีกมากเพื่อลดนิสัยดุนี้

วันศุกร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2552

สองทะเลาะกับมอม

เมื่อสองมาอยู่บ้านเราใหม่ๆ มอมและกลับยังมีชีวิตอยู่ในวัยชรา 15 ปี สองเป็นบางแก้วน้อยซนสมวัย กัดแทะไม่เลือก (ไว้รออ่านตอนสองกับการกัดแทะในตอนต่อๆไป) และที่ชอบมากคือไล่กัดขาหลังมอมและกลับ

มอมขาหลังไม่ค่อยดีตอนบั้นปลายชีวิต ส่วนกลับขาหลังไม่ดีมาแต่เด็ก เจอสองเข้าถึงกับเครียด ทุกครั้งที่ปล่อยสองออกไปวิ่งเล่นในสวนจึงต้องมีผู้ควบคุมความประพฤติของสองไปด้วยทุกครั้ง แต่ความไวของบางแก้วรุ่นจิ๋วก็ตามห้ามไม่ทันเหมือนกัน

หนนึงสองอาเจียนออกมา แล้วมอมเดินเตาะแตะ(ด้วยความชรา)เฉียดเข้าไปใกล้ สองหวงอาเจียนของตัวเอง (อย่าเพิ่งแหวะ ปกติหมาจะกินกลับเข้าไป) เลยได้ทะเลาะกันกับมอม บางแก้วพันธุ์แท้วัยโจ๋ไม่เจียมตัว เลยโดนบางแก้วผสมวัยดึกกัดหน้าเขี้ยวจมร้องเอ๋งดังลั่น แผลนี้ลึกนัก สองหน้าบวมต้องพาไปหาหมอล้างแผลกันทุกวัน อันเป็นที่มาของการใส่ลำโพง (collar) หนแรกของสอง

ด้วยความเป็นเด็กร่าเริงสองเลยใส่ลำโพงโดยไม่ระอาใจนัก ใส่วิ่งเล่นในบ้านในสวนสบายๆไม่มีรำคาญ สองเป็นที่รู้จักกันดีที่โรงพยาบาลสัตว์เล็กจุฬาฯ ด้วยลายเลข 2 บนหลัง และความดุของเจ้าหมาตัวน้อย ผู้ช่วยหมอ(เราเรียกว่าชุดฟ้า) พากันขยาดไม่ค่อยอยากเข้ามาช่วยจับสองเวลาหมอตรวจ บอกแต่ว่า "เจ้าของต้องเอาให้อยู่นะ ไม่งั้นโตไปนี่จับไม่ได้เลยนะ" ติดตามตอนต่อไปว่าสองจะอยู่กับเราอย่างไร และดุน้อยลงไหมนะคะ




วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2552

มอมกลับบ้าน






มอมเป็นหมาบางแก้วผสมสปิตซ์ ที่ทั้งพ่อและแม่ต่างก็ไม่ใช่หมาของบ้านเราเลย พ่อเป็นบางแก้วกลายๆชื่อพาต้าของเพื่อนข้างบ้าน ส่วนแม่เป็นสปิตซ์ชื่อกุ๊งกิ๊งที่เจ้าของย้ายบ้านไปแล้วทิ้งเจ้ากุ๊งกิ๊งไว้ เจ้ากุ๊งกิ๊งก็เดินเข้ามาอยู่ในบ้านเรา มอมเกิดมาในบ้านสวนของเราพร้อมพี่น้องรวม 4 ตัว เมื่อวันวาเลนส์ไทน์ 16 ปี ที่แล้ว


มอมเป็นตัวเดียวที่ขนเป็นสีน้ำตาลขาว ขณะที่มีเจ้าหมีสีขาวล้วน ส่วนเจ้าวัวและกลับสีขาวดำ ขนของมอมเหมือนขนแม่พันธุ์สปิตซ์จึงนุ่มกว่าขนของพี่น้อง ทั้ง 4 ตัวมีเจ้าวัวเป็นตัวผู้ตัวเดียว



ตอนแรกแม่ไม่ได้อยากเลี้ยงลูกหมาไว้ถึง 4 ตัว บอกให้ชาวบ้านในซอย ก็มีคนมารับมอมตัวน้อยไป เอาไปได้ไม่ถึงสัปดาห์ก็เอามาคืน บอกว่ามันร้องเหลือเกิน มอมจึงได้เติบโตมาเป็นที่รักของพวกเรา และเป็นใหญ่ในบรรดาพี่นอ้งทั้งหมด



มอมเป็นตัวเดียวที่ขอแม่เข้าบ้าน และค่อยเขยิบเป็นขอขึ้นมานอนที่ห้องนอนของแม่ในที่สุด มอมผูกพันกับแม่มากเป็นพิเศษ ตามแม่ไปทุกที่ทั้งในบ้านและในสวน เวลานอนก็จะนอนทับรองเท้าแม่ไว้ เมื่อแม่ลุกสวมรองเท้ามอมก็จะรู้ว่าแม่จะไปไหน

สมัยแม่ยังขึ้นตุ๊กๆไหว ออกไปซื้อของใกล้ๆบ้าน ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงตุ๊กๆ มอมจะวิ่งไปที่ประตูรอการกลับมาของแม่









บ้านเราเป็นสวนป่า แม่ชอบออกไปนั่งทำสวนสบายใจเงียบๆในมุมต่างๆ เวลาลูกๆหาแม่ไม่เจอเราจะตะโกนหามอม มอมวิ่งออกมาจากทางไหนแม่ก็อยู่ทางนั้น เวลาบอกมอมว่า "หาแม่" มอมก็จะวิ่งดมพื้นพาเราไปหาแม่จนเจอ

เวลามีแขกมาที่บ้าน มอมจะเห่ากรรโชก ทั้งชีวิตไม่เคยกัดใครเป็นเรื่องเป็นราวแต่แอบลอบกัดประโปรงด้านหลังของผู้มาเยือนสาวของเราไปหนนึง มอมจะหยุดเห่าต่อเมื่อให้มอมนั่งข้างๆแม่ ระหว่างแม่กับแขกที่มาเยี่ยม และหากแขกคนนั้นจะเอมมือมาแตะต้องตัวแม่ หรือลูบหัวมอม คราวนี้ก็จะทั้งเห่าทั้งขู่กันอีกรอบ

เคยมีบางครั้งที่บ้านเราไปเที่ยวค้างคืนที่ต่างจังหวัดและทิ้งให้มอมและพี่น้องอยู่เฝ้าบ้านกันเอง เวลาเรากลับมามอมจะตื่นเต้นมาก เราสังเกตุว่าขอบตาของมมอจะแดงและบวมขึ้นมา ซึ่งจะหายในเวลาอันสั้นหลังจากเรากลับมาทุกครั้ง


ฤดูหนาวแม่จะหาเสื้อมาใส่ให้มอม เป็นเสื้อคนที่เอามาตัดให้มอมใส่ได้ เวลานอนมอมชอบหนุนพรมปูพื้นห้อง และแม่ก็จะห่มผ้าให้มอมอีกที

ครั้งหนึ่งเราตื่นเช้าขึ้นมาพบว่ามอมหายไปจากบ้าน ดูแล้วคนที่มาเอาไปต้องเป็นคนแถวบ้านสะเดาะกลอนประตูเข้ามาเอามอมไป เพราะไม่มีเสียงเห่าเลย แม่ส่งแม่บ้านที่บ้านไปออกหามอมตามที่ๆกทมเก็บสุนัขจรจัดไป พวกเขากลับมาด้วยความอ่อนล้าหาไม่เจอ พวกเราออกเดินหามอมไปทั่ว ไม่มีวี่แววเลย สัปดาห์ถัดมาเราเปิดประตูบ้านตอนเช้า มอมกระโดดถลาเข้าใส่ด้วยความดีใจ กลอนประตูรั้วบ้านปิด คนที่เอามอมไปคงเอากลับมาคืน ดวงเราจะต้องได้อยู่ด้วยกัน


อีกครั้งมอมหายไปตอนเช้า พวกเราออกเดินตามหาที่ถนนใหญ่ พบมอมเดินโซซัดโซเซอยู่ริมถนนฝั่งตรงข้ามบ้าน รีบวิ่งเข้าไปกอดพากลับบ้าน ไม่ให้คลาดกันอีกแล้ว






วัวและหมีจากเราไปก่อน มอมและกลับอยู่กับเรา 2 ตัวมานมนาน จนเมื่อทั้งคู่อายุเกือบครบ 15 ปี และใช้เวลาส่วนใหญ่กับการนอน ที่บ้านก็นำลูกหมาบางแก้วตัวผู้ชื่อสองเข้ามาสร้างสีสัน มอมและกลับไม่ค่อยชอบใจความเป็นเด็กหนุ่มร่าเริงของสองนัก มอมถึงขนาดกัดหน้าสองในวัยไม่กี่เดือนเป็นรูเลือดออกต้องไปหาหมอฉีดยากันยกใหญ่


ปลายชีวิตมอมเริ่มจากขึ้นลงบันไดไม่ไหว ขึ้นไปนอนกับแม่ที่ห้องไม่ได้ จากนั้นขาหลังก็หมดแรง ลุกเดินทีต้องตะเกียกตะกายจนทั้ง 4 เท้าเป็นแผล ท้ายสุดมอมก็ลุกเองไม่ได้เลย แม่ก็คอยยกตัวมอมที่ผอมลงๆ กินได้แต่อาหารอ่อนๆ ช่วยให้มอมลุกขึ้นได้ และได้เดินออกกำลังกายที่ถนนที่บ้าน เป็นงานที่หนักกายและใช้เวลา หลายๆครั้งที่แม่ถามตัวเองว่ามอมกับแม่ใครจะไปก่อนกัน


เราซื้อกรงอย่างดีติดพัดลมและไฟให้มอมนอน ดึกๆมอมขับถ่ายและจะร้องเรียกให้ไปทำความสะอาดให้ ตี 2 ตี 3 พี่นั่มก็จะลุกไปล้างตัวมอม ล้างกรงให้อย่างดี ให้มอมนอนต่ออย่างสบาย



จนวันหนึ่งแม่ป่วย พวกเราต้องให้เวลากับการดูแลแม่ และเอามอมไปหาหมอและฝากไว้ที่โรงพยาบาลสัตว์บางนา โรงพยาบาลเอกชนระดับหรูที่ มีหมอและพยาบาลดูและตลอด 24 ชั่วโมง มีหมอลงตรวจรอบเช้า และ เย็น และรายงานอาการมอมทางโทรศัพท์ทุกวัน หมอจับมอมโกนขนออกเพื่อดูแผลกดทับและกำจัดเจ็บ พวกเราไปเยี่ยมมอมทุกวันเสาร์ เอาข้าวของไปให้ มอมชอบนอนหนุนหมอนเหมือนตอนอยู่บ้าน ขนค่อยๆขึ้นกลับมาน้อยๆ เขาต้องปั่นอาหารให้มอมกิน และคอยให้น้ำเกลือเมื่อมอมขาดน้ำ





บ่ายวันหนึ่งแม่คิดอยากรับมอมกลับบ้าน แต่ก็คิดว่าถ้ากลับมาแล้วแม่จะดูแลมอมเองอย่างไร คืนนั้นตอนตี 2 กว่า โรงพยาบาลโทรมา และแจ้งว่ามอมหยุดหายใจ หมอกำลังพยายามช่วย จะโทรกลับมาใหม่ภายใน 15 นาที พวกเรามารวมตัวกันที่ห้องนอนแม่ รอโทรศัพท์ แม่บอกว่าให้ทุกคนทำใจ มอมป่วยมานานแล้ว ควรได้พักแล้ว หมอโทรมาอีก 2 ครั้ง และหนสุดท้ายเพื่อยืนยันการจากไปอย่างสงบของมอม และแจ้งเรื่องการทำศพ




พวกเราไปดูศพมอมตอนเช้า มอมยังนอนอยู่ในกรง หมอเอาผ้าขาวคลุมไว้ เราเปิดผ้าคลุมออก มอมนอนนิ่งไร้ซึ่งลมหายใจ พี่นั่มเอามือลูบหัวหูมอม หนึมลูบขนที่เท้า แม่ให้โรงพยาบาลเอามอมไปทำพิธีเผาที่วัดคลองเตย ซึ่งมีพระสวดศพให้ และ โรงพยาบาลนำอัฐิกลับมาให้เราในวันรุ่งขึ้น ตอนไปรับอัฐิเจ้าหน้าที่กล่าวแสดงความเสียใจกับเรา และยื่นห่อผ้าสีขาวสะอาดให้ วันนี้มอมที่รักเหลือเป็นเพียงเถ้าขาวแล้ว


เราพามอมกลับมาด้วยใจเป็นสุข พามอมกลับมาอยู่ที่ๆมันเกิดมา และที่ๆพี่น้องของมันที่จากไปแล้วพักอย่างสงบในสวน พี่นั่มกับหนึมทำพิธีเอาอังคารของมอมลอยน้ำที่บ่อใหญ่ เอาพวงมาลัยลอย และบอกมอมว่า เราพามอมกลับมาแล้ว แต่ขอให้ดวงวิญญานของมอมอยู่ในภพที่ดีกว่าเดิม









































วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2552

ข้าวแช่แก้ร้อน

วันนี้ไปคลายร้อยด้วยข้าวแช่เย็นฉ่ำหอมน้ำดอกมะลิที่ร้าน หลากรส บนถนนเลียบคลองประปา ข้าวแช่ร้านนี้มีมานานมาก รับรองความอร่อยจากทั้ง เปิบพิสดาร และ เชลล์ชวนชิม






















ตัวร้านดัดแปลงจากบ้านต่อเติมห้องกระจกออกมาเป็นห้องอาหาร รายล้อมด้วยแมกไม้นานา บดบังวิวที่จอดรถเล็กๆหน้าร้านได้สนิทเนียนดี ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เห็นเป็นวัยผู้ใหญ่หน่อย ที่มากันเองเป็นคู่ๆ หรือมากับเพื่อนฝูงวัยเดียวกัน และมีบ้างที่มากันเป็นครอบครัว หนุ่มๆสาวๆพอมีบ้าง

















รายการอาหารที่นี่เยอะแยะมากจนต้องกลับไปชิมอีกแน่นอน วันนี้ลองแค่ข้าวแช่ให้ชุ่มฉ่ำก่อน ชุดละ 170 บาท แม้จะอร่อยเท่าข้าวแช่ทำเองที่บ้านคุณย่าเนื่องของเราไม่ได้ก็ไม่ว่ากัน เพราะคุณย่าเนื่องท่านสิ้นไปนานแล้ว และลูกหลานไม่ได้ถ่ายทอดฝีมือข้าวแช่อร่อยล้ำของท่านมาเลย แต่เครื่องข้าวแช่ร้านหลากรสก็รสละมุนละม่อมดีจริงๆ อาจรู้สึกจืดไปบ้างสำหรับท่านที่ชอบรสจัดแต่ก็เป็นรสแท้ๆของข้าวแช่ที่ค่อยๆกินค่อยๆกลืนก็ซึบซับความสุขได้ไม่เบา













เราสั่งของทานเล่นเป็นหอยลายอบเนย ที่ดูไม่เข้ากันแต่เห็นทุกโต๊ะสั่งเลยเอาบ้าง เขาเสริฟมาในที่ทำขนมครกบนเตาร้อนๆ และขนมปังกระเทียม เวลาทานเลยผลีผลามมูมมามไม่ได้ (ลูกค้าร้านนี้ดูมีมารยาทการรับประทานอาหารงดงามกันทุกคน) รายการนี้มัวแต่กลัวร้อนมือร้อนปากเลยไม่ได้ถ่ายรูปมา



ปิดท้ายคลายร้อนหลังข้าวแช่ด้วยทับทิมกรอบ ที่สีสันและขนาดสมกับชื่อทับทิม คือเม็ดเล็กสีแดงสดใส ไม่เม็ดใหญ่สีแสบสัน ที่ฟ้องความไม่เป็นผู้ดิบผู้ดีของผู้สรรสร้าง อีกอย่างที่สั่งมาคือข้าวเม่าน้ำกะทิที่หอมหวานกลมกล่อมและกรุบกรอบพอดี
























สรุปแล้วงานนี้ได้เย็นชื่นช่ำใจคลายร้อยได้จริงจัง อิ่มนี้ 3 คน หมดไป 700 กว่าบาท ใครคิดจะแวะไปเตรียมเงินสดไปด้วยเพราะร้านนี้ไม่รับบัตร