วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

สองไปหาหมอ














สองมีเหตุให้ต้องไปหาหมอบ่อยตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่ฉีดวัคซีนตามระยะ ก็มีครั้งที่เข้าบ้านใหม่ๆแล้วท้องเสีย แล้วก็มาตอนที่มีเรื่องกับมอมจนโดนกัดหน้าทะลุเป็นรูต้องให้หมอล้างแผลทุกวันอยู่ช่วงหนึ่ง


สองมีเหตุให้ไปหาหมออีกเพราะขนร่วงเมื่ออายุขวบกว่าๆ พวกเราผลัดกันพาสองไปหาหมอที่โรงพยาบาสลสัตว์เล็กจุฬาฯ ตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2551 เดือนละครั้ง โดยมีคุณหมอมีนาเป็นผู้ดูแล

ว่าแล้วต้องเล่าเรื่องโรงพยาบาลสัตว์เล็กจุฬาเสียหน่อย คลินิคผิวหนังเปิดเฉพาะบางวันจำนวนผู้ป่วยในวันสุดสัปดาห์จึงมโหฬารมาก ครั้งแรกๆพี่นั่มกับหนึมไปถึงโรงพยาบาลใกล้เวลาคลินิคเปิด หยิบบัตรคิว แล้วลงเอยนั่งรอตั้งแต่ 8โมงเช้าเข้าตรวจตอนเกือบๆบ่าย 4 โมงเย็น เซ็งเป็ดกันทั้งคนทั้งหมา

โรคภูมิแพ้ของสองใช้เวลารักษาต่อเนื่องกว่าจะเห็นผล น้องหมาป่วยตัวอื่นๆก็ไปกันเป็นปีๆทั้งนั้นเลย หนึมเลยค่อยๆขยับเวลาในการออกจากบ้านไปหยิบบัตรคิว มีแม่บ้าง พี่นั่มบ้างตื่นไปเป็นเพื่อน เพราะต้องตื่นไปหยิบบัตรคิวกันตั้งแต่เที่ยงคืน!!! และไปมาเกือบปีเคยได้เบอร์ 1 แค่หนเดียว!!!

บัตรคิวนี้เป็นบัตรกระดาษเขียนเบอร์ธรรมดา มีรูเจาะเสียบไว้กับแท่นเหล็ก ใครไปหยิบบัตรคิวก็เอาใบนัดที่เราได้มาจากโรงพยาบาลล่วงหน้าแล้วไปหนีบเข้ากับบัตร แล้วเอาเอกสารและบัตรคิวใส่เรียงในตะกร้าไว้ ตัวหนีบนี้บางทีไปถึงก็หมด (ขนาดไปก่อนไก่โห่นะเนี่ย) ก็ต้องติดไปเองบ้าง เอาไปให้คนอื่นเลยหลายๆตัวบ้าง

และหลายครั้งที่เบอร์คิวหายไปจากแท่น และไม่มีเอกสารใดๆอยู่ในตะกร้าคิวเลย แปลว่าอะไร แปลว่าคนที่หยิบบัตรคิว หยิบไปให้คนอื่น หยิบไปให้เจ้าของสุนัขที่จะเอาใบนัดมาเสียบทีหลังและได้คิวต้นๆ ไม่ต้องถ่างตาตื่นมาแต่เช้าแต่อย่างใด เอ๊ะ ใครเป็นผู้โชคดีเหล่านี้นะ เจ้าของหมาคนหนึ่งที่เคยพูดคุยเป็นมิตรกันและแกเอาบัตรคิวมาแจกให้เราครั้งหนึ่งบอกว่า แกจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลให้หยิบบัตรคิวไว้ให้ หลายๆใบ แล้วแกก็มาก่อนคลีนิคเปิดเล็กน้อยได้คิวต้นๆไป หยิบมาเผื่อคนอื่นๆด้วยนะ จะบอกให้









ด้วยความที่หนึมมักเป็นคนไปเอาบัตรคิวแต่เช้าตรู่ พี่นุ่มมักจะอาสาไปเป็นเพื่อนพี่นั่มช่วงที่เอาสองออกไปหาหมอ บางทีสองก็ติดรถหนึมไปด้วยตอนไปเอาบัตรคิว วันที่ได้ออกไปหาหมอสองจะชอบมาก ได้นั่งรถออกไปชมเมือง ได้ไปเจอเพื่อนๆกลิ่นแปลกๆที่โรงพยาบาล ป้านุ่มของสองใจดีให้สองไปหาหมอในรถของป้านุ่มทุกครั้ง เพราะคันใหญ่หน่อย มีพื้นที่ให้สองปีนเล่นไปมาไม่เบื่อเวลารถติด

ป้านุ่มของสองก็ได้ไปฝึกขันติบ่อยๆ เพราะป้าต้องรอจ่ายเงินค่ารักษาและค่ายาครึ่งค่อนชั่วโมงเป็นประจำ ขณะที่สองไปเดินผ่อนคลายหลังพบหมอที่สวนด้านหลังโรงพยาบาลกับพ่อนั่ม




ผ่านมาเกือบปีคุณหมอมีนา ที่เป็นเหมือนเทพธิดา ทำให้สองกลับมาขนฟูได้ดังเดิม หมอมีนาทำงานไม่รู้จักคำว่าเหนื่อย พักเที่ยงคือการนั่งตักข้าวทานหลังห้องตรวจ ไม่เคยหยุดพักจนกว่าจะตรวจน้องหมาตัวสุดท้ายในคิว หมอต้องคอยสอนนักศึกษาที่ผลัดกันมาฝึกปฏิบัติที่นี่อีกด้วย

หมอมีนาตรวจละเอียดมาก ดูผิวหนังก็ดูจริงๆ แตะดู (ต้องมัดปากสองก่อนนะคะ) ให้สองหงายท้องให้ดู จนหมอพบว่าสองมีอัณฑะข้างเดียว อีกข้างอยู่ในช่องท้องและต้องผ่าตัดเอาออก เพราะอาจเป็นอันตรายทีหลังได้ หมอมีนาเชิญหมอผ่าตัดมาดูและนัดผ่าให้สองได้อย่างรวดเร็ว

สองจึงต้องไปกินยานอนหลับ แล้วก็สลบไปก่อนเข้าห้องผ่าตัด พวกเราไปรอสองตลอดการผ่าตัด และเมื่อสองฟื้นขึ้นมาก็ตัวสั่นมาก เราต้องรีบเอาผ้าไปห่ม หมอบอกว่าอุณภูมิร่างกายของสองตกลงระหว่างผ่าตัดเป็นเรื่องปกติ แป๊บเดียวสองก็ลุกขึ้นเดินได้สบายๆในคอลล่า เพราะเคยใส่มาตั้งแต่เด็ก และกลับบ้านพร้อมกลับการปิดฉากโอกาสจะเป็นพ่อหมาไปโดยปริยาย พ่อ ป้า และ อาเลือกจะเป็นโสดสองก็เลยลงเอยแบบเดียวกัน



ตอนนี้สองเป็นหมาฟู ร่าเริง อยู่ในสวนป่า อ้วนขึ้นเล็กน้อย มีคุณย่าคอยให้ยา ทุก 2 วันเว้น 1 วัน และให้อาหารตรงเวลาเป๊ะทุกวัน และหวังว่าจะหายจากโรคภูมิแพ้ในที่สุด

2 ภาพสุดท้ายนี้ให้เห็นตอนสองขนร่วง จนเห็นเนื้อสะโพก อีกภาพคือภาพเมื่อกินยามาได้จะครบ 1 ปี ขนฟู ตอนนี้พี่นั่มต้องคอยตัดขนที่เท้าให้ประจำ กิจกรรมซึ่งสองแสนจะรำคาญ





วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

วิปัสสนา 4 วันได้อะไร

เมื่อปีที่แล้วตอนที่แม่กำลังรักษาตัว หนึมใช้เวลาแทบจะตลอดเวลายกเว้นตอนไปทำงานอยู่กับแม่ หลังเลิกงานก็กลับไปนอนโรงพยาบาล เสาร์อาทิตย์ไม่อยากไปไหนนอกจากอยู่กับแม่

ตอนนั้นหนึมคิดว่าเมื่อแม่หายดีแล้ว และการไปหาหมอเพื่อตรวจติดตามชัดเจนเรื่องความถี่ต่างๆแล้ว หนึมจะไปปฏิบัติธรรมให้แม่ ไม่ได้เป็นการบนบานอะไรเพราะหนึมไม่ชอบบน แต่อยากสร้างกุศลให้แม่ รีบจองแต่ต้นปีโดยเลือกไปหลังวันเกิดแม่ โดยชวนจิตและตูนไปเป็นเพื่อน พวงพัชรทราบข่าวทีหลังก็จองตาม และลงเอยเป็นคนเดียวที่ได้ไปกับหนึมเมื่อกำหนดการเดินทางมาถึงเมื่อพฤหัสที่ 23 กค 2552 ที่ผ่านมา

โพธิปักขิยธรรมสถาน นี้พวงพัชรเป็นคนแนะนำให้หนึมรู้จัก อยู่ที่จังหวัดสระบุรี ขับไปง่ายๆสบายๆไม่นานจากกรุงเทพ อยู่ลึกจากถนนใหญ่มากและรายล้อมด้วยภูเขา ทางไปเป็นถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ต้องตั้งใจใช้สติขับดีๆ และเมื่อหนึมเข้าไปดูใน web ของโพธิปักฯพบว่าสัญลักษณ์ของมูลนิธิวิปัสนามิตรภาพผู้ก่อตั้งและดูแลสถานที่แห่งนี้เป็นรูปบัว 4 เหล่า เข้าทางกันตั้งแต่เรื่องบัวเพราะหนึมชอบปลูกบัว







คืนก่อนเดินทางหนึมเพิ่งได้รับหนังสือที่สั่งไว้ทางไปรษณีย์ เป็นเรื่องบัวของ ดร เสริมลาภ เจ้าของปางอุบลที่หนึมไปรับความรู้และพันธ์บัวมานั่นเอง หนึมยังไม่ทันมีเวลาเอิบอิ่มกับความรู้และภาพสวยๆของหนังสือเล่มหนาทั้ง 2 เล่มก็ต้องไปปฏิบัติธรรมเสียแล้ว

เมื่อไปถึงแล้ว ตลอด 4 วันนั้นหนึมลืมเรื่องหนังสือไปเลย ได้อยู่กับปัจจุบันจริงๆ ในบรรยากาศสบายเนื้อสบายตัวและสบายใจ
ที่นี่มีพระวิปัสนาจารย์คือพระมหาเหล็ก จนทสีโล และผู้ช่วยวิปัสนาจารย์คือ พระมหาบุญทัน รตนปัญโญ และในรุ่นที่หนึมไปนี้มีพระอาจารย์พัฒนพงศ์มาช่วยอีกรูป ทั้ง 3 รูปมีเมตตามาก ให้เวลาและใส่ใจในผู้ปฏิบัติอย่างแท้จริง พระมหาเหล็กท่านเน้นให้พวกเราปฏิบัติ ไม่เน้นพิธีการ คือให้จับแก่น ฝึกให้เป็น มุ่งสู่การพ้นทุกข์เป็นหลัก ด้วยภาษาง่ายๆ ชาวบ้านเข้าใจ มีศัพท์ธรรมบ้างที่จำเป็น และตรงประเด็น

พระมหาบุญทันนั้นเป็นลูกศิษย์พระมหาเหล็กและอายุยังไม่มาก แต่ลองฟังท่านแล้วจะรู้ว่าท่านพูดจากการปฏิบัติจริง และเทศน์อย่างอารมณ์ดี ช่วยผ่อนคลายขณะที่ผู้ปฏิบัติเกร็งๆเซ็งๆได้มาก

พระอาจารย์พัฒนพงศ์เป็นลูกศิษย์พระมหาเหล็กเช่นกันแต่อายุมากหน่อย ท่านเมตตาเล่าเรื่องของตนเองเป็นแบบอย่างให้พวกเราฟังบ่อยๆ ถึงความผิดพลาด ความหลงต่างๆ กว่าจะมาถูกทางของท่าน เป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติได้ดี

ส่วนสถานที่ก็สบายเหมือนอยู่โรงแรม พักเดี่ยวบ้าง คู่บ้าง 3 – 4 คนต่อห้องพัก 1 หลังบ้าง ถ้าคนมามากและจองช้าก็ถึงจะได้นอนห้องรวม แต่ทุกห้องมีห้องน้ำในตัว มีเตียง 1 เตียงต่อห้องที่เหลือมีเสื่อหมอน ผ้าปู ผ้าห่ม ให้ยืม พัดลม 2 ตัว ขาดก็แต่แอร์และเครื่องทำน้ำร้อน

อาหารการกินก็ไม่แพ้โรงแรม ทั้งที่เป็นเงินของผู้บริจาคล้วนๆที่นี่มีอาหารการกินดีมาก เยอะไปหมด ทานอาหาร 2 มื้อในถาดหลุม เดินตักเอาเอง มีให้เลือกมากจนผู้ปฏิบัติบางคนลืมบทถวายข้าวพระพุทธที่สวดก่อนทานข้าว ท่อนที่ว่า “เราจะรับประทานอาหารนี้เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อให้สามารถมีชีวิตอยู่เพื่อปฏิบัติธรรมความดี มิใช่เพื่อกิเลส” เพราะเห็นตักเอาๆหลายรอบ กว่าจะตักก็พิจารณาอาหารมาก แต่พิจารณาว่าตักชิ้นไหนดี กี่ชิ้นดี ไม่ได้พิจารณาว่าเป็นสิ่งที่เข้าไปไม่กี่ชั่วโมงก็ออกมาแล้ว

การปฏิบัติหนนี้หนึมได้พบแนวทางที่เหมาะกับตัวเองอย่างมาก เป็นแนวทางที่อาศัยการกำหนดบัญญัติอาการของจิตและของกาย การกำหนดนี้กำหนดตามอาการจริงเท่านั้น ไม่กำหนดล่วงหน้า หรือกำหนดเพื่อหน่วงนำ เช่น ลุกจากที่นั่งก็กำหนดลุกหนอ ถ้าสังเกตุจิตใจเราได้ไวจะเห็นอีกว่าก่อนลุกเราต้องมีความอยากลุก ก็ต้องกำหนดว่าอยากลุกหนอ เห็นจิ้งจกที่ประตูกระโดดตอนเปิดบานประตู กำหนดว่าตกใจเพราะตกใจจนหัวใจเต้นตุ๊บๆ ถ้าจิตเราไวจะสังเกตุได้ทันว่าก่อนจะตกใจเราต้องมองเห็นจิ้งจกก่อน ก็ต้องกำหนดว่าเห็นหนอ แต่ถ้ากำหนดไม่ทันก็ไม่ทัน ไม่ต้องไปกำหนดย้อนหลัง กำหนดนี้เพื่อให้เรารู้ปัจจุบันเท่านั้น 2 ตัวอย่างนี้อ่านแล้วลองไปสังเหตุตัวเองดู บางทีจะเห็นว่าเราสังเกตุไม่ทันต้นจิต คือกว่าจะสังเกตุได้จิตไปไหนๆแล้ว จิตสั่งกายให้ลุกไปแล้ว จิตกระเพื่อมจนตกใจไปแล้ว ถูกโลภะ โทสะ โมหะกินไปแล้วถึงจะสังเหตุ ถึงจะกำหนดทัน เห็นไหมว่าจิตเราไวแค่ไหน

อีกตัวอย่าง ได้ยินคนดุบ่นต่อว่า กำหนดทันว่ายินหนอไหม หรือนู่น ใจไปแล้วว่า “มาบ่นว่าอะไรอีกนะ น่ารำคาญ ตัวเองดีเก่งซะเต็มประดาละมาบ่นมาว่าเรา ฯลฯ” ทั้งๆที่ถ้าเราแค่ฟังแล้วสามารถกำหนด ยินหนอ ถัดมาก็คิดหนอ อารมณ์จะไม่มาก่อกวน แล้วจะคิดเป็นเหตุเป็นผลได้สบายๆ ไร้ซึ่งการปรุงแต่ง กิเลศไม่ได้เอาไปกิน ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างจะดี

ทำไมต้องกำหนด ลูกศิษย์หลวงพ่อปราโมทย์อย่างพวงพัชรและหนึมถาม พระมหาบุญทันตอบตอนเมตตาเรียกหนึมไปพบเพื่อแก้ไขสภาวะบางอย่างตั้งแต่วันแรก และพระมหาเหล็กก็ได้อธิบายส่วนนี้ไว้ว่า จิตเราไวมาก เราจะพลั้งเผลอบ่อยครั้งมาก ถ้าจิตไม่เข้มแข็งการไม่กำหนดอาจทำให้เราหลุดได้ คือเผลอไม่ตามดูตามรู้ หรือรู้ไม่ทัน และไม่รู้ตัวด้วยว่ารู้ไม่ทัน หลวงพ่อปราโมทย์ท่านฝึกสมถะมานานมากกว่าจะเป็นวิปัสสนา ฐานจิตท่านแข็ง หนึมเองยังอ่อนอยู่ การกำหนดบัญญัติจึงช่วยให้เราเห็นตัวเองได้ง่าย ว่ามีสติไหม ทันมากน้อยแค่ไหน กำหนดในใจ ไม่ต้องกำหนดอะไรยาวๆ อันไหนกำหนดไม่ทันแต่รู้ก็ให้กำหนดว่ารู้หนอ แต่กำหนดทุกเม็ด คิดหนอ พุดหนอ เห็นหนอ อยากหนอ ไม่อยากหนอ ทุกเม็ดจริงๆ ท่านให้กำหนดก่อน เมื่อชำนาญตัวกำหนดจะหายไป เมื่อนั้นเราจะแทบไม่รู้ตัวว่ามีสติที่เฉียบคมเสียแล้วและทิ้งการกำหนดไปอัตโนมัติ จะตามดูตามรู้ได้ว่องไวอย่างที่พระอาจารย์ประโมทย์สอนนั่นเอง

หลักสูตรนี้มีวิทยากรที่เป็นฆราวาส 2 ท่านคือป้าหนูและคุณทศพร ป้าหนูดูดุแต่ใส่ใจเป็นห่วงเป็นใยมาก ดูแลหนึมอย่างพอดีๆตั้งแต่ทราบว่าวันแรกหนึมไม่ค่อยสบาย คุณทศพรช่วยสอนท่าเดิน และช่วยอธิบายศัพท์ธรรม ทั้งคู่น่ารักมาก มาทั้งที่ไม่มีอะไรตอบแทน และเสียสละเวลามาช่วยพระมหาเหล็กอย่างแท้จริงปีละหลายๆวัน เราช่างโชคดีเหลือเกิน ที่โลกนี้ยังมีผู้สละเวลา พลัง ความรู้ ช่วยเราโดยไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทนใดๆเลย

คุณทศพรชี้แจงว่าท่าเดินจงกรมที่ต้องบังคับจังหวะ แม้จะไม่ช้ามากเหมือนสายคุณแม่สิริ แต่ก็ช้ากว่าเดินปกติเล็กน้อย ทั้งนี้เป็นพื้นฐานให้ทุกคนก่อน ให้รู้จักจังหวะว่าเดินแบบไหนถึงเรียกว่ารู้ปัจจุบัน ก้าวแบบไหนเรียกรู้ปัจจุบัน ไม่ใช่ขาก้าวไปแล้วจนจะก้าวอีกข้างยังเพิ่ง “รู้” ก้าวแรก จึงให้กำหนดและออกเสียงประกอบการเดินก่อนทุกคน ไม่ว่าจะมาจากสำนักไหนและฝึกมากี่ครั้งก็ตาม การฝึกจังหวะและท่าเดินจงกรม จึงมีเพื่อฝึกให้เรารู้จักปัจจุบันขณะของตนเองให้แม่นในทุกๆเรื่อง ไม่อยู่กับอดีตหรืออนาคต

คุณทศพรและป้าหนู ดูจนมั่นใจว่าทุกคน เกือบ 40 คนของรุ่นเรา รู้ปัจจุบันได้จริง แล้วจึงปล่อยให้ปฏิบัติเอง หมายถึงว่าถึงเวลาที่กำหนด ก็แยกย้ายกันไปเดิน ไปนั่ง จนครบเวลา เดินเร็วเดินช้าให้ดูตัวเอง ถ้านั่งแล้วซึม ง่วงมาก ฟุ้งคิดมากไปเรื่อย ให้เดินให้นานขึ้น ถ้าเดินช้าแล้วซึม ง่วง ฟุ้ง ให้เดินเร็วขึ้น ประคำบริกรรมให้ทันต่อท่าทางเอาเอง จะขวาย่างหนอเร็วๆ หรือ ขวาย่างหนอช้าๆ แล้วแต่เราเห็นเหมาะกับตัวเองในแต่ละครั้งที่ปฏิบัติ แต่ต้องนั่งสมาธิและเดินจงกรม ประกอบกับกำหนดอิริยาบทย่อยเช่นหยิบร่ม เห็นอาหาร ตักเข้าปาก ปวดท้องห้องน้ำ ถ่ายสบายท้องฯลฯ นั่งสมาธิเพิ่มสมาธิ เดินจงกรมเพิ่มสติ ยิ่งกำหนดอิริยาบทย่อยมากๆยิ่งดี สติจะไว บางทีดึกดื่นนอนเหมือนไม่ได้นอน พลิกตัวก็รู้ กรนก็รู้ ลืมตาตื่นก็รู้ แต่ไม่อ่อนเพลีย

การเดินจงกรมช่วงต่อมามีการเพิ่มว่า ระหว่างเดินจงกรมเรามักจะฟุ้ง เผลอคิด ให้กำหนดว่าคิดหนอแล้วหยุดเดิน กำหนดคิดหนอแล้วอย่าเดินจนกว่าจะหยุดคิด หยุดคิดเมื่อไหร่ ค่อยกลับมาเดิน กลับมารู้การเดินต่อ ทำอย่างนี้แล้วสนุกดี เพราะคนช่างคิดอย่างหนึมหยุดเดินแทบทุก 2 ก้าว ต้องอย่างนี้ถึงจะเห็นตัวเองว่าเราคิดอะไรมากมายเหลือเกิน เช่น ก้าวเท้าออกไปเห็นมด กำหนดเห็นหนอไม่ทัน แต่ไปสงสัยว่ามดเดินไปไหนกันเป็นสายนะ นี่คิดแล้ว สงสัยแล้ว กำหนดทันไหม แล้วหยุดคิดไหม เพราะคิดทำไม จำเป็นต้องคิดไหม รู้ตัวหรือเปล่าว่าคิดอะไรไม่เป็นเรื่องอีกแล้ว กว่าจะสังเกตุตัวเองได้ทันว่าไปเผลอคิดขณะที่ใจยังกำหนดขวาย่างหนอก็ตั้งนาน อย่างนี้เรียกไม่เป็นปัจจุบัน เรียกว่าไม่มีสติ

ผู้ปฏิบัติที่นี่มีกำหนดส่งอารมณ์ทีละคนกับพระอาจารย์ทุกวัน คนละ 10 นาที ฉะนั้นมั่วนิ่มไม่ปฏิบัติไม่ได้ และแอบบอกนิดนึงว่าอย่าส่งอารมณ์มั่วๆ วิปัสนาจารย์ที่นี่มีอะไรที่เราคาดไม่ถึง เอาเป็นว่ามีคำถามที่หนึมสงสัยในใจอยู่หลายคำถาม ยังไม่ทันได้ถามใคร แล้วพระมหาเหล็กท่านก็เทศน์ฯบรรยายตอนค่ำตรงข้อสงสัยของหนึมอยู่หลายเรื่อง เป็นเรื่องธรรมปฏิบัติไม่ใช่คำถามประเภททำบุญหรือผีสางอะไร จะว่าเป็นความบังเอิญหรือ ก็บังเอิญเสียหลายหัวข้อทีเดียว

ที่นี่มีเณร 4 รูป เป็นเณรวัยกำลัยรุ่น 3 รูป และ เณรน้อย 1 รูปอายุไม่น่าจะเกิน 11 ปี ท่านตื่นแต่เช้าทำวัดพร้อมเราตอนตี 4 ครึ่ง สลึมสลือแต่ทำหน้าที่ไม่บกพร่องสักวัน ออกไปบิณฑบาตรกับพระทุกรูป เห็นแล้วน่าเลื่อมใสมากๆ ขณะที่คุณยายตวงซึ่งเป็นวิทยากรรุ่นที่พวงพัชรเคยไปก็อายุ 70 กว่าปี ยังปฏิบัติเข้มแข็งว่องไวดูแลผู้ปฏิบัติเป็นสิบๆชีวิตได้สบาย ผู้ปฏิบัติอายุมากเดิน 3 ขา(อีกขาคือไม้เท้า) ยังมาฝึกได้ก้าวหน้าดี หากตั้งใจแล้วอะไรๆก็ไม่เป็นอุปสรรค์ อย่างที่พระมหาเหล็กท่านว่า อย่ารอให้เรื่อรั่วแล้วค่อยคิดจะพาย คือแก่ เจ็บ หรือทุกข์กินเราเข้าไปหนักๆแล้วค่อยสนใจปฏิบัติตนให้พ้นทุกข์ มันจะไม่ทันเอา

สิ้นสุด 4 วัน หนึมมีกำลังใจจะปฏิบัติต่อ เหมือนที่พระมหาธณเทพแห่งวัดอรุณฯ ที่มารับบาตรแถวบ้าน และรู้จักแม่อย่างดีเคยบอกหนึมว่า เจอของดีแล้วอย่างทิ้ง แม่เตือนหนึมบ่อยๆตอนเห็นหนึมเริ่มห่างหายจากจิตใจแห่งธรรม คนใกล้ตัวหนึมเอื้อต่อความก้าวหน้าแท้ๆ เหลือแต่ตัวหนึมเองว่าจะรอให้เรือรั่วไหม

ขากลับหนึมได้โอกาสเสียสละบ้าง เสียสละความเป็นส่วนตัวที่หนึมหวงแหนมาก รับผู้ปฏิบัติหญิง 2 ท่านขึ้นรถมากรุงเทพฯด้วยกัน ทั้ง 2 ท่านนี้ไม่รู้จักกันมาก่อน มีเชื้อสายจีนเหมือนกัน หนึมไม่ได้พูดคุยด้วยเลยตั้งแต่เริ่มปฏิบัติจนจบการปฏิบัติ 4 วัน (ที่นี่ห้ามพุดคุย แต่ก็มีเล็กน้อยบ้างไม่ว่ากัน) ท่านนึงคงอายุมากกว่าหนึมพอสมควร หนึมสังเกตุว่าท่านพูดคุยกับใครต่อใครง่าย ตอนจะขึ้นรถท่านก็มีของมามาก เรียกว่าต้องวางบนตักทีเดียว หนึมแอบกังวลในการเดินทางขากลับ แต่แล้วการปรุงแต่งนั้นก็เข้ารกเข้าพงคนละทิศละทางกับความเป็นจริง ทั้ง 2 ท่านเป็นเหมือนนางฟ้ามาร่วมเดินทางไปกับหนึมและพวงพัชร ตลอดทางทั้ง 2 สลับกันเล่าประสบการณ์ปฏิบัติธรรมกับครูบาอาจารย์ดีๆหลายรูป และให้กำลังใจเราทั้งสองรวมไปถึงคุณแม่ของหนึมด้วยในการปฏิบัติ ท่านที่เด็กกว่าหน่อยเล่าประสบการณ์ไปอินเดียถึง 3 ครั้ง และพุกามและปะกันที่พม่า ดินแดนแห่งเจดีย์ จนท้ายสุดหนึมและพวงพัชรต่างโดนกิเลสกิน อยากไปหนอกันทั้งคู่ ส่งทั้ง 2 ท่านลงที่หมายด้วยความสุขใจ ว่าเราช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้เจอคนเหล่านี้

ก่อนกลับ พระมหาบุญทันฝากข้อคิดว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงฝ่าฟันความยากลำบากนานับประการ เป็นเวลาอยู่หลายปี เคยกินมูลแพะ และเมื่อขับถ่ายออกมาก็กินมูลของตนเอง และเคยอดอาหารจนร่างกายผ่ายผอม เพื่อหาหนทางพ้นทุกข์ ในเมื่อท่านได้ค้นพบและเมตตาสั่งสอนให้ผู้คนพ้นทุกข์และบรรเทาทุกข์ตลอด 2 พันกว่าปีมานี้ ด้วยคำสอนของพระองค์ ใส่พานมาให้เราขนาดนี้แล้ว เรายังจะไม่น้อมรับมาปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนได้อย่างไร ใครมีเหตุผลอย่างไรไม่รู้ แต่หนึมจองกลับไปปฏิบัติอีกครั้งปลายปีนี้แล้ว และจะพยายามฝึกทุกวันทุกเวลาที่นึกได้ ใครไม่สะดวกไปปฏิบัติ อ่านเรื่องนี้แล้วได้อะไร ลองเอาไปใช้ละกัน เริ่มพายกันซะ ก่อนเรือจะรั่วนะคะ

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สองกับการกัดแทะ

ในสายการบินเราต้องสอนพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินให้รู้จักสัตว์ฟันแทะ คือสัตว์ที่ชอบแทะกัดอย่างหนู กระรอก ซึ่งหากหลุดเข้าไปในเครื่องบินอาจสร้างอันตรายต่อเครื่องบินจนเกิดอุบัติเหตุใหญ่ได้ หนึมจำกัดความสองว่าเป็นสัตว์ฟันแทะเหมือนกัน

เมื่อเล็กๆสองกัดแทะทุกอย่าง ดอกบัวแสนสวยของหนึม ต้นไม้ของคุณย่า รองเท้าของทุกคนในบ้าน ขาโต๊ะ อิฐมวลเบา ประตูรั้วเหล็ก





วันหนึ่งเมื่อสองยังเล็ก หนึมกลับบ้านมาพบเขี้ยวขาวเล็กๆของสองหักอยู่หน้าตู้เย็น พี่นั่มรีบจับสองเปิดปากตรวจพบว่าเป็นเขี้ยวของสองหักจนเห็นตอฟันและเลือดออกซิบ พี่นั่มรีบเข้า net ไป post ถามผู้รู้เรื่องฟันหักของลูกสุนัขได้คำตอบมาไม่น่ากังวลเท่าไหร่ หนึมจดไดอารี่ของสองตั้งแต่วันแรกที่สองเข้าบ้าน เลยเอาเขี้ยวน้อยๆนี่ติดสก็อตเทปไว้ด้วย มาดูตอนนี้แล้วไม่น่าเชื่อว่าเขี้ยวเล็กๆจะอยู่ในปากเจ้าหมายักษ์ตัวนี้มาก่อนเลย




คุณย่าคนพ้บว่าสองชอบขโมยตุ๊กตาตัวนุ่มๆในห้องนอนของคุณย่า เลยจัดหาตุ๊กตาขนฟูๆจากห้างมาให้สองกัดแทะสบายใจเฉิบ ครั้งหนึ่งคุณย่าซื้อตุ๊กตามาจากเซ็นทรัลหลายตัว ให้พวกเราถือไว้คนละตัวกวัดแกว่งไปมาให้สองเลือกว่าจะเอาตัวไหน ลงท้ายเอาไป 2 ตัวพี่นั่มต้องรีบเก็บตัวอื่นๆไว้ให้เล่นโอกาสหน้า

สองยังชอบแทะพรม ขวดน้ำพลาสติค แกนกระดาษทิชชู่ เตียงนอนคุณย่า แปรงต่างๆ แต่แปรงสีฟันนี่ของโปรดสุดๆ เพราะชอบกลิ่นยาสีฟัน สองชอบเข้าไปในห้องน้ำและแอบปีนโขมยแปรงสีฟันของพวกเราทุกคนจนต้องใส่กลองยกสูงไว้อย่างดี วันไหนสองไม่ซนมากคุณย่าจะหยิบแปรงสีฟันที่ได้แจกมาฟรีให้สองไปแทะเล่น ได้ปุ๊บก็จะยิ้มแย้มกัดแทะนิ่งไปได้นานทีเดียวเชียว

เวลาสองอยากออกจากตัวบ้านไปในสวน ไม่ว่าจะอยากออกไปเห่าตะพาบน้ำ กระรอก หรือไล่ตัวเห้ (ตัวเงินตัวทองพลัดหลงมาอยู่ที่บ้าน) สองจะกัดแทะมุ้งลวดจนขาดกระจุย บ้านเราเป็นลูกค้าประจำร้านซ่อมมุ้งลวด ครั้งหนึ่งช่างซ่อมมุ้งลวดขี่มอเตอร์ไซค์มาส่งมุ้งลวดที่บ้าน และขอแวะดูหน้าเจ้าของรอยกัดแทะด้วยความขยาด



สุนัขพันธ์บางแก้วหวงของ หวงตัว หวงเจ้าของมาก ประตูบ้านของเราเป็นแบบโปร่ง เห็นผู้คนเดินไปมาในซอย มีผู้หญิงที่เข็นรถเก็บเศษของเก่าจากถังขยะหน้าบ้านเราประจำ สองจะต้องไปเห่ากรรโชคและจะกัดแทะประตูเหล็กจมเขี้ยว จนคนเก็บขยะออกปากขำๆกับแม่ว่าสองชอบด่า(เห่า)เขาเป็นประจำ เห็นสอบคาบฟัดตุ๊กตาหัวเหวี่ยงไปมา มันคงคิดว่านี่คือคนเก็บขยะ ถ้าลองโดนเข้าจริงๆสงสัยไม่เหลือชิ้นดี







เมื่อได้ตุ๊กตามา สองจะเริ่มแทะลูกตา หู หาง จนหลุดออกมาก่อน จากนั้นก็กัดฟัดตัวตุ๊กตา และมักจะคาบตุ๊กตาชวนคนในบ้านออกไปเขวี้ยงให้สองไล่คาบในสวน ความเป็นหมาพลังมากหากวันไหนคึกคักไม่หยุด พี่นั่มก็จะเอาสองออกไปวิ่งเล่นไล่ฟัดตุ๊กตาสัก 4-5 รอบก็จะร้อน ลงน้ำ อาบน้ำ แล้วถึงจะหมดแรงนอนได้เสียที ใครที่มีลูกซนๆอ่านแล้วคุ้นๆไหมคะ

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Red Flare บ้านพี่ตา



มาแล้วรูปแรกจากแฟนคลับบัวกลางคืน Red Flare ของหนึม วันนี้พี่ตา พี่สาวที่แสนน่ารักส่งภาพ Red Flare ที่พี่ตาบรรจงแช่ลงในกระถางรักจากคุณพ่อของพี่ตา น้ำใสกิ๊งเลยทีเดียว หน้าตาเจ้า Red Flare ดูสดใสดีมาก ได้แดดดีขนาดนี้ อีกไม่นานคงมีรูปดอกแสนสวยมาโชว์กันแน่ๆเลย


ระหว่างนี้เอารูปดอก Red Flare ที่กำลังเจริญงอกงามรอวันพ้นน้ำจากบ้านหนึมไปดูพลางๆก่อน สำหรับท่านที่ไม่คุ้นเคย ภาพนี้คือหนึมยกกระถางบัวให้ขึ้นมาพ้นน้ำ เพื่อทำการถ่ายดอกที่เพิ่งงอกออกมาจากเหง้าบัวนะคะ ก้านดอกจะค่อยๆยืดยาวตามระดับความลึกของน้ำในอ่างบัว จนพ้นน้ำมาบานให้เราเห็นค่ะ ในรูปนี้มี 4 ดอก (หาเจอกันไม๊เอ่ย) เมื่อบานแล้วจะถ่ายมาให้ชมกันนะคะ

เราเป็นอย่างไรก็ได้เพื่อนอย่างนั้น

เราเป็นอย่างไรก็ได้เพื่อนอย่างนั้น

สมัยที่หนึมยังเที่ยวกินดื่มทุกคืนอยู่นั้น หนึมมีเพื่อนฝูงมากมาย ทักทายเฮฮาหัวเราะ ดื่มไปคุยไปจนตี 2 ตี 3 ยังครึกครื้น กลับบ้านไปเสียงดังแสงสียังวูบวาบแม้ยามหลับตา ตอนที่หนึมพบว่าแพ้อาหารจนตัวบวมอยู่โรงพยาบาลไป 5 วันไม่รู้ว่าแพ้อะไรจนต้องหยุดทานเนื้อสัตว์ถึงหายบวมนั้น นั่นเป็นที่มาของการเลิกเที่ยวของหนึม เพราะอะไรๆก็ทานไม่ได้ รายการของต้องห้ามยาว 3 หน้า A4 หมอไม่ห้ามดื่มอัลกอออล์ แต่ไปไหนก็ไม่สนุกเสียแล้ว

แรกๆหนึมปรับเปลี่ยนชีวิตไม่ทันเหมือนกัน ชีวิตที่นัดเพื่อนเที่ยวทุกคืน บางคืนไป 2 – 3 ที่กับเพื่อน 2 – 3 ก๊วน แต่เปลี่ยนมาเป็นเลิกงานก็กลับบ้าน กลับไปทานอาหารมังสวิรัต หนึมหวั่นใจกับการสูญเสียเพื่อนพอสมควร

จนพี่นั่มให้แง่คิดว่าเพื่อนที่ดีนั้นมีไม่กี่คนก็พอ หนึมเลยกลับมาพิจารณาความหมายของ “เพื่อนที่ดี”

เพื่อน “กิน” ค่อยๆหายไปจากชีวิตหนึมในช่วงนี้ จนหนึมได้มาปฏิบัติธรรมอย่างจริงๆจังๆ หลังจากเอาแต่อ่านและยังขลุกกับความทุกข์มานาน เพื่อน“ธรรม” จึงค่อยๆแสดงตัวให้เห็น คนเหล่านี้เป็นคนที่หนึมรู้จักอยู่แล้ว แต่เพราะหนึมไม่เคยสนใจในด้านนี้ของชีวิต คนเหล่านี้ก็ไม่เคยเผยตัวตนในด้านธรรมของเขาให้เราเห็นเหมือนกัน

พวงพัชรเป็นเพื่อนตั้งแต่สมัยเรียนที่ราชินี และเป็นคนแรกๆที่เล่าเรื่องการไปปฏิบัติธรรมให้หนึมเกิดความสนใจ จนในที่สุดก็ลองไปปฏิบัติดูบ้าง สิ่งที่หนึมไปประสบเป็นสิ่งใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ หนึมบอกเล่าให้กับเพื่อนฝูง และคงมีส่วนปลุกความสนใจในธรรมของคนหลายๆคนรอบตัวจนเขาไปปฏิบัติบ้าง

บางคนเป็นเพื่อนธรรมเมื่อหนึมซื้อหนังสือนิยายธรรมชุด “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” มาให้เพื่อนฝูงน้องๆที่บริษัทยืมอ่านยามว่าง จากคนที่อ่านนิยายทั่วไปกลายเป็นคนสนใจธรรมขึ้นมาบ้าง บางคนกลายมาเป็นเพื่อนธรรมเมื่อหนึมจัดทริปส่วนตัว ไปไหว้ครูบาอาจารย์ที่นับถือที่วัดพระบาทน้ำพุ วัดอัมพวัน และสวนสันติธรรม บางคนก็กลายมาเป็นเพื่อนธรรมเพราะหนึมชวนสั่งพิมพ์หนังสือธรรม

เพื่อนหลายๆคนเปลี่ยนเรื่องคุยมาเป็นเรื่องธรรมและสภาวะธรรม ขวนขวายหาความรู้ในด้านธรรมมาแบ่งปันกัน เพื่อนโลกๆบางคนก็หลุดจากวงโคจรไปเลย บางคนก็รับได้กับสิ่งที่เขาไม่รู้เรื่องและพอทนฟังไปได้ในวงสนทนา เพราะยังไงเราก็ยังต้องคุยเรื่องโลกๆอยู่นั่นเอง จิต และตูน มักเป็นเสียงกระซิบเวลาที่หนึมหลุดไปคุยเรื่องโลกๆที่ก่อเกิดอกุศลกรรมได้บ่อยๆ เพื่อนบางคนเคยเป็นเพื่อนเที่ยวดื่มกินก็กลับมากลายเป็นเพื่อนธรรม

พวงพัชรชวนหนึมไปปฏิบัติธรรม ไปเป็นธรรมบริกร นอกเหนือจากชวนทำบุญมากมายทาง e-mail เป็นระยะๆและเอา cd ธรรมมาให้จนฟังไม่ทัน จิตและศุกร์จะคอยหา cd หลวงพ่อปราโมทย์แผ่นที่หนึมไม่มีมาให้ กรและน้องเล็กต่างคนต่างชวนสร้างพระ ต้นชวนไปทำบุญและไปกราบหลวงตาบัว เกดส่งหนังสือธรรมมาให้ น้องออคอยช่วยโทรสั่งหนังสือธรรมและประสานงาน ตลอดจนช่วยห่อหนังสือส่งเพื่อนธรรมให้หนึมเวลาสั่งพิมพ์หนังสือเสมอๆ ตูนตามหนึมไปบ้านอารีย์ได้หนังสือมา 1 เล่มที่ถูกใจอยากสั่งพิมพ์แจกก็ชวนหนึมสั่งพิมพ์กับเพื่อนฝูงพี่น้องอีกหลายคน ล่าสุด หนึมได้หนังสือธรรมจากพี่กล้วย เพราะ “หนึมเอามากแจกพี่ พี่ก็เลยให้หนึมบ้าง” และได้หนังสือธรรมมาอีก 2 เล่มจากเก๋ นภศรที่ไปบวชเนกขัมมะเมื่อวันเข้าพรรษาที่ผ่านมา

เราเป็นอย่างไรก็ได้เพื่อนอย่างนั้นจริงๆ

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ใครว่าชีวิตเป็นของเรา

ถ้าชีวิตหมายถึงการมีร่างกายนี้ให้เราใช้ทำอะไรๆไปไหนมาไหน ก็เห็นได้ชัดๆว่าชีวิตนี้ไม่ใช่ของเราเอาเสียเลย

เริ่มตั้งแต่ที่มาของชีวิตนี้ เราก็ไม่ได้หามาเอง แต่ต้องอาศัยคน 2 คนทำให้เราได้เกิดมามีชีวิต ถ้าเรามีที่มาแบบที่ไม่เป็นธรรมชาตินัก เราก็ยิ่งต้องพึ่งพาคนอีกหลายคนเพื่อก่อเกิดเป็นชีวิตขึ้นมาได้ เกิดมาแล้วก็ต้องอาศัยใครต่อใครให้อาหาร ทำความสะอาด ปกป้องภัยอันตราย ให้ความอบอุ่น เวลาเราจะตายยิ่งเป็นเวลาที่บ่งให้เห็นว่าชีวิตนี้ไม่ใช่ของเรา อาศัยคนผลิตยา อาศัยหมอ อาศัยพยาบาล จะยื้อไว้เท่าไรก็ไม่ได้ ตายไปแล้วสิ่งที่เราเรียกว่าชีวิตของเรานี้ยังต้องทิ้งไว้ให้คนอื่นเผาให้

แต่ระหว่างเกิดกับตายนี้ เราสร้างความคุ้นเคยและกลายเป็นยึดติดกับความเป็นตัวเรา จนเราทำอะไรๆเองได้ หาเลี้ยงชีพเองได้ ความเป็นเราก็ตะเบ็งเซ็งแซ่จนเราคิดไปว่าชีวิตนี้เป็นของเรา

เมื่อทราบข่าวเมื่อตอนเย็นว่าคุณลุง พี่คนเดียวของคุณแม่ป่วยเข้าห้อง icu หนึมก็ติดตามแม่ไปเยี่ยมคุณลุงที่โรงพยาบาลทันที หนึมคุ้นเคยกับห้อง icu เพราะ แม่ พี่นั่ม และตัวหนึมเองเคยป่วยต้องพักในห้อง ICU กันมาแล้ว มันเป็นห้องที่หดหู่ และเดียวดายเหลือเกิน

ผู้ป่วยในห้องดูอาการหนักๆกันทั้งนั้น มีสายระโยงระยางและอยู่ในสภาพที่ดูแลตัวเองไม่ได้อย่างเห็นได้ชัด คุณลุงมีสายระโยงระยางเข้าทั้งทางปากและจมูก แม่ค่อยๆจับแขนและบอกว่า กระเจี๊ยบ น้องสาวของคุณลุงมาเยี่ยมแล้ว คุณลุงพยักหน้าทั้งที่ไม่ลืมตา ปากอ้าค้างด้วยมีท่อค้างคาไว้ คุณลุงได้ยินและเข้าใจทุกอย่างได้ดี คงคล้ายๆผู้หญิงตียงข้างๆที่นอนสงบนิ่งขณะที่พยาบาลที่เข้ามารุมล้อมดูแลเธอพากันพูดคุยเหมือนไม่มีตัวเธออยู่ตรงนั้น

เมื่อครั้งที่หนึมป่วยฉุกเฉินและเป็นลมไปคาห้องตรวจที่โรงพยาบาล เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะเป็นลมหนึมพยายามพูดบอกหมอและแม่ แต่ก็หมดแรงเสียงหายขณะที่คอก็พับลงและตาก็ปิดลงไปในที่สุด หนึมไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย แต่หนึมยังคงได้ยิน ได้ยินและรับรู้ทุกอย่าง ได้ยินเสียงหมอที่เรียกชื่อหนึมอยู่ตลอดเวลา เหมือนจะปลุกให้รู้สึกตัว ได้ยินเสียงเรียกให้พยาบาลและพี่นั่มเข้ามาอุ้มหนึมจากรถเข็นขึ้นบนเตียง ได้ยินเสียงแม่ร้องไห้เรียกหนึม

หนึมเคยรับรู้มาว่าคนกำลังจะตายนั้น จะค่อยๆสูญเสียการรับรู้ไปจนเหลือสิ่งสุดท้ายคือการได้ยิน จากประสบการณ์ยามเจ็บป่วยของตัวเองหนึมก็เชื่อเช่นนั้น

การดูแลผู้ป่วยที่เราคิดว่ากลายเป็นผักเป็นปลาไม่ลืมตา ไม่พูดจา ไม่ขยับเขยื้อน เราจึงต้องระลึกเสมอว่าผู้ป่วยของเราอาจจะได้ยินและรับรู้ รู้สึกนึกคิดได้อยู่ จะทรมาณแค่ไหนถ้าต้องได้ยินอะไรๆที่ไม่อยากได้ยินแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะชีวิตนี้กำลังค่อยๆแสดงความไม่เป็นของเราเสียแล้ว

จะดีแค่ไหนถ้าเราจะช่วยให้คนที่กำลังสูญเสียความเป็นตัวเขา ชีวิตของเขา ชีวิตที่เขาใช้งานยึดติดมาหลายสิบปี ให้เขาได้ละวางชีวิตนั้น อย่างสงบสบาย ด้วยคำพูดคำจาของเรา ที่สงบและสำรวม

สุดท้ายแล้ว เราแต่ละคนก็ต้องละซึ่งชีวิตนี้ของเรากันสักวัน ทุกคน

วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ดูจิตในงานบุญ

ดูจิตในงานบุญ

หนังสือที่พระอาจารย์จงกลแห่งวัดป่าแก้วแจกมาเมื่อวันสุดท้ายของการปฏิบัตธรรมแบบ 3 วันชื่อ “ธรรมกับการปฏิบัติธรรม” มีท่อนหนึ่งในหน้า 13 ที่ถูกใจหนึม และขออนุญาตนำมาเล่าสู่กันฟังดังนี้

“ดังเช่น นักมวยที่ฝึกซ้อมกระสอบทรายจนชำนาญ มันเป็นการชกฝ่ายเดียวโดยไม่มีการต่อสู้ของฝ่ายตรงข้าม ยังไม่เจอของจริง ผลนั้นจึงดูเหมือนเป็นผู้ชนะอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับการนั่งหลับตาทำสมาธิ พอจิตสงบก็ลืมทุกขืไปชั่วขณะหนึ่ง มันเป็นการลืมทุกข์หรือศิลาทับหญ้า ยังมิใช่การดับทุกขืที่แท้จริง เพราะพออกจากสมาธิ เจอผัสสะก็เกิดทุกข์ได้อีก ของจริงต้องดับกันตรงผัสสะข้างนอก ทันทีที่กระทบก็จบลงแค่นั้น ทุกข์จะไม่สามารถเข้าถึงใจได้เลยจึงจะใช่


ดังนั้นผลแท้ๆ จะพิสูจน์ได้ต่อเมื่อเจอผัสสะขณะลืมตาคือการอยู่กับชีวิตจริงๆ หรือการขึ้นชกบนเวทีชีวิตอีกที จะต้องพบคู่ต่อสู้ทั้งนอกใน ในลีลาต่างๆ ที่โต้ตอบมาให้ได้ทันจริงๆ การชกในที่นี้มิใช่หมายถึงการต่อสู้ชกตีทางกายภายนอกกับใคร แต่หมายถึงสติปัญญาที่ต่อสู้ห้ำหั่นกับกิเลส คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในจิตของตนเท่านั้น”

เมื่อวานที่หนึมได้ไปร่วมเป็นธรรมบริกรที่วัดมหาธาตุ เนื่องในวันทำบุญทักษินาณุปทานอุทิศถวายแด่ท่านเจ้าคุณโชดก (พระธรรมธีรราชมหามุณี) ตามคำชวนของพวงพัชรเพื่อนรักที่เป็นลูกศิษย์วัดนี้ หนึมจึงได้ใช้โอกาสนี้ดูจิตตนเองไปตลอดงาน ลองของจริงกันดู

ไม่บ่อยนักที่หนึมจะออกไปทำกิจกรรมกับคนแปลกหน้าหมู่มาก โดยไม่ได้มีการแจกงานอย่างเป็นกิจลักษณะ กลุ่มคนทำงานมีทั้งพระ แม่ชี ฆราวาสวัยลุงป้าน้าอาที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หนึมชวนจิต เกด เก๋ และ ตูน น้องๆที่บริษัทไปด้วย เกดได้งานรับโทรศัพท์ ลงทะเบียน แจกโบว์และรับเงินทำบุญจากเจ้าภาพที่ทะยอยกันมา หนึม เก๋ ตูน และจิตเลยเข้าไปครัว ช่วยแกะถุงอาหาร จัดใส่จานชาม แบ่งกันไปล้างไปปอก หั่น จัดวางผลไม้ร่วมกับแม่ชีและลุงป้าน้าอามากมาย

หนึมตั้งใจตั้งแต่ออกจากวัดป่าแก้วมาว่าจะพยายามส่งจิตออกนอกให้น้อย จะดูกายดูจิตของเราให้มาก งานนี้ก็ตั้งใจว่าอย่างนั้น เลยไม่ค่อยได้มองหน้าใคร

หนึมได้เห็นหูวิ่งไปฟังเสียงคนขึ้นเสียง ขัดใจกันเป็นระยะๆ หนึมเห็นตัวเองฟังต่อว่าเสียงเหล่านี้ เป็นเรื่องไม่ค่อยเป็นเรื่องเอาเสียเลย และมีการใช้คำพูดเปลือง บ่นกระปอดกระแปด ซ้ำๆย้ำๆ พอให้อีกฝ่ายมีอารมณ์ และอีกฝ่ายก็รับลูก ถ้าไม่เอออวยไปด้วย ก็กระแทกกลับไปบ้าง หนึมสงสัยว่าลูกศิษย์ลูกหาเหล่านี้ปฏิบัติธรรมรูปแบบไหนกันหนอ แน่ะ หนึมแวบไปคิดอีกแล้ว

ตาของหนึมเห็นชิ้นผลไม้ที่ถูกส่งมาให้หนึมจัดเรียง มันดูยังไม่เสร็จดีนัก แอบคิดต่อไปว่าถ้าจัดเรียงไป คุณป้า QC (ใครสักคนแอบตั้งชื่อให้แก เพราะได้ยินเสียงแกตรวจงานด้วยวาจาที่ไม่สร้างสรรค์นักอยู่ตลอดเวลา) จะต้องบ่นอีกเป็นแน่ หนึมยื่นผลไม้ให้คนปอกหั่นข้างๆหนึม ให้เธอหั่นจุกผลไม้ออกให้หน่อย เธอคนนั้นยื่นมีดมาตัดผลไม้ชิ้นนั้นในมือหนึม ไม่แปลกที่งานออกมาแบบไม่เสร็จนัก เพราะตลอดเวลาเธอและเพื่อนใส่ใจกับการเม้ากระจายถึงบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในที่นั้น มากกว่างานที่อยู่ในมือ หนึมแอบชำเลืองมองดูหน้าคนเหล่านี้เพื่อจะพบว่าเธอเป็นผู้ถือศีล 8 ในชุดขาว



หนึมสังเกตุใจตัวเอง ว่ารับรู้ และอยากพูดเล่าการรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้


วันนี้ทำให้หนึมเห็นความเคลื่อนไหวของใจตัวเอง และรู้สึกนับถือผู้ทรงศีล ในความพยายามต่อสู้กับกิเลสที่เย้ายวนใจมากมาย มากเสียจนเราเองแทบรับรู้ไม่ทันว่าโดนกิเลสกินเข้าไปเสียแล้ว มโนกรรมนั้นผุดขึ้นปรู๊ดปร๊าด และสามารถกลายเป็นวจีกรรมได้อย่างรวดเร็ว และถ้าไม่ระวังให้ดีจะขยายผลเป็นกายกรรมได้อีก แย่แน่ถ้าทั้งหมดเป็นอกุศลกรรม การมีสติตามดูตามรู้จึงสำคัญนักแล งานนี้นอกจากได้ทำเวยยาวัจมัยทานแล้วหนึมก็ได้ภาวนาไปด้วย เผื่ออ่านแล้วจะได้อนุโมทนากันนะคะ

วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ไตรลักษณ์

หนึมถ่ายรูปนี้มาเพราะมันสะท้อนธรรม(ธรรมชาติ)ได้อย่างดี



รูปแรกนี้เป็นนางกวัก ดอกหนึ่งพ้นน้ำแล้วรอจะบาน อีกดอกปริ่มน้ำ จะพ้นน้ำในเร็ววัน





ส่วนภาพนี้เป็นภาพดอกบัวเหลืองแห้ง ส่วนอีกดอกยังเหลืองสดใส รอวันจะโรยเฉาไปเหมือนกัน

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ปฏิบัติธรรม ทำไม 1

ผู้คนไปปฏิบัติธรรมกันมากมายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สถานปฏิบัติธรรมใหม่ๆผุดขึ้นรองรับความไขว่คว้าของผู้คน เพียงแต่ว่าคนเหล่านี้ ไขว่คว้าหาอะไร จากการปฏิบัติธรรม

การไปปฏิบัติธรรมของหนึม เป็นผลจากที่ หนึมอ่านหนังสือธรรมมามาก อ่านประวัติและคำสอนของครูบาอาจารย์มามาก ทั้งหลวงพ่อโต หลวงปู่มั่น หลวงพ่อชา หลวงปู่ดูลย์ ท่านพุทธทาส ฯลฯ ยิ่งหลังจากเจ็บป่วยทั้งเรื่องกระดูกข้อต่อเชิงกราน ไหนจะเรื่องซิสต์แตก ไหนจะเรื่องภูมิแพ้(แพ้อะไรไม่รู้ แต่แพ้แล้วกลายร่างเป็นตัวประหลาดน่ากลัวสุดๆ) หนึมก็ยิ่งอ่าน แต่อ่านเท่าไหร่ก็ยังทุกข์เหมือนเดิม ยังโมโหเป็นฟืนเป็นไฟล้างผลาญได้ตลอดเวลา แสดงว่าการอ่านไม่ได้ช่วยให้พ้นทุกข์ได้ ต้องทำ ทำอะไรยังไม่รู้ คงทำในสิ่งที่อ่านเจอว่าครูบาอาจารย์ท่านทำกัน อีกส่วนหนึ่งก็เพราะสิ่งที่ครูบาอาจารย์ได้ประสบพบจากการปฏิบัติธรรม ดูเป็นเรื่องแปลกใหม่และนึกไม่ถึง หนึมเลยอยากลองดูกับตัวเองบ้าง

การไปปฏิบัติธรรมของหนึมจึงไม่ได้ไปด้วยความคาดหวังอะไรมาก ไปเพราะอยากรู้ว่าไปทำอะไร แล้วเป็นยังไง เพื่อนผู้มีประสบการณ์เตือนมาว่าอย่าตั้งความหวังใดๆ ไม่งั้นจะไม่ได้อะไรเลย ฉะนั้นเมื่อหนึมเข้าไปที่ยุวพุทธิกสมาคมซึ่งอยู่ใกล้บ้าน และเช้าวันแรกเขาให้ผู้ปฏิบัติอธิษฐานหนึม จึงอธิษฐานแค่ให้หนึมมีกำลังใจจะปฏิบัติ อย่าได้ท้อแท้ และเมื่อตั้งใจแล้วก็ขอให้มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติให้สมควรแก่ความพยายาม คนอื่นขอให้ระลึกชาติได้ ขอให้รู้ได้ว่าลูกเล็กที่เพิ่งเสียชีวิตไปไปเกิดที่ไหน ขอเห็นเลขหวย ฯลฯ หนึมเอาง่ายๆแค่นี้

ทำไมหนึมอธิษฐานให้ตัวเองมีกำลังใจไม่ท้อ เพราะการเป็นอยู่ช่วงปฏิบัติธรรมช่างต่างจากการดำรงชีวิตของหนึมเหลือเกิน ทั้งเวลาตื่นเวลานอน ห้องนอนที่ไม่มีเครื่องปรับอากาศ ห้องน้ำที่ต้องไปใช้กับคนอื่น แถมไม่มีน้ำอุ่นให้อาบ นอนรวมกับคนอีกเป็นสิบๆคน เครื่องใช้ไฟฟ้าก็ไม่ให้ใช้ บางที่ก็ต้องงดอาหารเย็นเพราะต้องถือศีลแปด ฯลฯ ตามหลักของ Maslow เด๊ะเลย หนึมกังวลเรื่องความต้องการพื้นฐาน แต่ตั้งใจแล้วว่าต้องสละเรื่องพื้นฐาน เพื่อเข้าถึงเรื่องใหญ่ๆ เอาไงเอากัน มีแม่ พี่นุ่ม พี่นั่มให้กำลังใจซะอย่าง

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

บัวที่บ้าน




เมื่อคืนหนึมออกไปดูแลบัวที่ลานหลังบ้านตามปกติ พบว่ามีเพื่อนเป็นงูเขียวตัวยาว วันนี้หนึมพาหลานชาย 2 คน จากอมเริกาไปสวนงู สภากาชาด สถานที่ท่องเที่ยวที่เขาโปรดปรานนักหนา ได้ความรู้ใหม่ว่างูเขียวชอบอยู่บนต้นไม้ตอนกลางวัน และลงพื้นดินตอนกลางคืน เพื่อล่าหาอาหาร เป็นอันว่าน้องงูเขียวมาหากินไม่ได้มาดูบัว




นอกจาก Red Flare แล้วที่หนึมชอบมาก เพิ่งได้มาใหม่ตอนไปพิพิธภัณธ์บัวกับจิต คือ Colorado สีออกส้ม (ในรูปจะดูชมพู) สวยหวานมาก เพิ่งมีดอกให้เห็นแค่หนเดียว
ที่ออกดอกดกมากคือฉลองขวัญ สีม่วงกลีบซ้อนมากมาย




บัวเหลืองที่บ้านนี่ก็ดอกดก หนึมไม่รู้จักชื่อ






ที่หอมมากและเป็นของโปรดของหมู่ผึ้งคือเจ้าดอกม่วง ต้นนี้แหละที่เคยเล่าว่าผึ้งจะมารอตั้งแต่ดอกยังไม่บาน ดอกดกมากๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งออกดอกไล่ๆกัน 4 ดอกทีเดียว








บัวแดงเหลือบขาวนี่ไม่รู้ชื่อเหมือนกัน แต่เป็นต้นเก่าแก่ของที่บ้าน สมัยคุณยายยังอยู่และหนึมยังตัวเท่าลูกหมา สวยคลาสสิคดี